ReadyPlanet.com
dot dot
dot
Update..ข่าวสาร
dot
bulletคำสั่ง คสช.ที่ 21/2560 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ
bulletพรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
bulletพรบ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2560
bulletพรบ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560
bulletครม. ไฟเขียวให้ชาวต่างชาติอายุ 50 ปี พำนักไทยถึง 10 ปี จากเดิม 1 ปี
bullet"AEC" DAILY NEWS
bulletเปรียบเทียบ เวียดนาม-ไทย ด้านการศึกษา
bulletทั่วโลกเพิ่มมาตรการกีดกันการค้า
bulletช่องทางเพิ่มมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย
bulletลำดับรายได้ของประชากรในกลุ่ม AEC
bulletเกี่ยวกับอาเซียน
bulletแนะนำหนังสือใหม่ที่น่าสนใจ!
bulletเช็คก่อนเที่ยว ! ประเทศไหนบ้าง ไม่ต้องขอวีซ่า
bulletข้อตกลง ASEAN ในคุณสมบัตินักวิชาชีพในแต่ละสาขา
dot
จัดสัมมนาภายใน...
dot
bulletInhouse : บริษัท ยูเซ็น โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด
bulletInhouse Training บจก.เงินติดล้อ
bulletInhouse Training บริษัท เคฮิน ออโตพาร์ทส์ (ประเทศไทย) จำกัด
bulletInhouse Training บริษัท นิคอน เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
bulletInhouse กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ กับคำพิพากษาฏีกาคดีแรงงาน ปี 2560
bulletInhouse กฎหมายแรงงานสำหรับ HR
bullet In-house Training หลักสูตร “พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560” บริษัท พีทีที โพลีเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (PTTPM)
bulletIn-house Training เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง “กฎหมายแรงงานสำหรับ HR”
bulletIn-house Training หลักสูตร “กฎหมายแรงงานสำหรับการบริหารงานบุคคล”
bulletIn-house Training หลักสูตร “กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ด้านโฆษณา ฉลาก และสัญญา”
bulletอบรมสัมมนา “กฎหมายแรงงานสำหรับหัวหน้างาน”
bulletIn House Siam Kubota Corporation Thailand
bulletIn house THAI YAZAKI GROUP รุ่นที่ 5
bulletIn house THAI YAZAKI GROUP รุ่นที่ 4
bulletIn house THAI YAZAKI GROUP รุ่นที่ 3
bulletIn house THAI YAZAKI GROUP รุ่นที่ 2
bulletIn house THAI YAZAKI GROUP รุ่นที่ 1
bulletInhouse บสก
bulletจัด Inhouse Training บริษัท ไทยแอโรว์ จำกัด
bulletจัด Inhouse Training ณ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
bulletจัด Inhouse Training ณ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด
bulletInhouse การแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ
bulletสัมมนา บริษัท เคฮิน ออโตพาร์ทส์ (ประเทศไทย) จำกัด
bulletInhouse บริษัท ซีบีซี (ประเทศไทย) จำกัด
bulletPublic กฎหมายแรงงาน
bulletInhouse บจก.ซัมมิทโชว่าแมนูแฟคเจอริ่ง
bulletIn house Be Professional Consultant Co.,Ltd
bulletInhouse บ. ปตท. จำกัด (มหาชน)
bulletInhouse บ. ไทยโพลีอะซีทัล จำกัด และ บ.ไทยโพลีคาร์บอเนต จำกัด
bulletInhouse บ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)
bulletInhouse บ.ถิรไทย จำกัด (มหาชน)
bulletรูปสัมมนา 19 APRIL 2013
bulletInhouse KASIKORNBANK
bulletรูปสัมมนา 14-16 March 2013
bulletInhouse เทสโก้ โลตัส
bulletInhouse บมจ.สามารถ
bulletinhouse ฮงเส็งการทอ
bulletInhouse ไทยออยล์
bulletภาพสัมมนา Visa & Work permit 28-1-54
bulletInhouse Pl Law Panasonic
bulletInhouse Panasonic
bulletInhouse Yum Restaurants
bulletInhouse HomePro
bulletInhouse Honda
bulletInhouse อาทเคมิคัลฯ
dot
บทความที่น่าสนใจ
dot
bulletย่อคำพิพากษาศาลฎีกาคดีแรงงาน ปี ๒๕๖๐
bulletย่อคำพิพากษาฎีกาคดีแรงงานปี 2559
bulletคำพิพากษาฎีกาคดีแรงงานเพิ่มเติมปี 2558
bulletฎีกาคดีแรงงาน (๕ ดาว)
bulletกฎหมายแรงงาน : บทศึกษาจากคำพิพากษาศาลฎีกา ย่อคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน ๒๕๕๘ ศ. เกษมสันต์ วิลาวรรณ
bulletย่อคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน ๒๕๕๗ ศ. เกษมสันต์ วิลาวรรณ
bulletฎีกาแรงงานใหม่ ปี ๒๕๕๖
bulletโทษทางอาญาในคดีแรงงาน
bulletกฎหมายออกใหม่ที่น่าสนใจ
bulletห้างหรือบริษัทกระทำความผิด : หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการ ผิดด้วย
bulletกรรมการกับความผิดทางอาญา
bulletข้อเปรียบเทียบสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า / ค่าชดเชย / เลิกจ้างไม่เป็นธรรม
bulletอายุความฟ้องร้องคดีแรงงาน
bulletการเขียนข้อบังคับการทำงานฉบับนายจ้าง
bulletการลดจำนวนลูกจ้างเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ
bulletหลักการคัดคนล้นงานออกจากงาน
bulletฎีกาใหม่ ลูกจ้าง ม.11/1 ผู้ประกอบกิจการทั้งหลายที่ชอบใช้ Outsourcing ต้องระวัง
bulletนิติอภิปราย " ค่าจ้าง "
bulletค่าจ้าง / เบี้ยเลี้ยง ค่าน้ำมัน ค่าโทรศัพท์ ค่าดูแลลูกค้า ค่าพาหนะ ค่าคอมมิชชั่น... พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕
bulletค่าคอมมิชชั่นการตลาดเป็นค่าจ้าง เมื่อเลิกจ้างต้องนำไปคำนวณ
bulletเลิกจ้าง / ปรับโครงสร้างยุบตำแหน่ง ไม่จัดหางานอื่น ไม่ให้โอกาส
dot
กรอกอีเมล์เพื่อรับข่าวสาร

dot
bulletแผนที่ ศูนย์ประชุม The Connecion
bulletรายชื่อสมาชิก
bulletรับแปลเอกสาร สัญญา ฯลฯ


สำนักพิมพ์วิญญูชน
ฏีกา 5 ดาว
กระทรวงการต่างประเทศ
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
กุ๊กกิ๊กกฎหมายกับ อ.สมชาย
The Connecion
เอ็นทูพี บิสิเนส โซลูชั่นส์
รับจัดฝึกอบรมสัมมนาฯ, กิจกรรม Walk Rally Team Building


ย่อคำพิพากษาศาลฎีกาคดีแรงงาน ปี ๒๕๖๐

 ย่อคำพิพากษาศาลฎีกาคดีแรงงาน

ปี พ.ศ. ๒๕๖๐

                                   ศ.เกษมสันต์  วิลาวรรณ

 

เอกสารตามที่โจทก์อ้างล้วนอยู่ในสำนวนตั้งแต่ก่อนศาลแรงงานมีคำพิพากษา  โจทก์ขอคัดถ่ายสำเนาได้โดยไม่ต้องรอให้พ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้วจึงยื่นคำร้องขอคัดถ่ายสำเนา  ไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นและไม่ใช่กรณีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้โจทก์ได้

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖, ๕๔

                 คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๕๓๗-๕๓๘/๒๕๖๐  ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำสั่งศาลแรงงานว่าศาลอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗  โจทก์จึงต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗  ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง  โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗  ซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว  โดยอ้างเหตุผลว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินการคัดถ่ายสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องยังไม่เสร็จ  ตามคำร้องลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗  โจทก์ขอคัดถ่ายสำเนาเอกสารหมาย จ. และหมาย ล.  ทุกฉบับ ซึ่งเอกสารเหล่านี้ล้วนอยู่ในสำนวนตั้งแต่ก่อนศาลแรงงานมีคำพิพากษา  โจทก์ขอคัดถ่ายสำเนาได้โดยไม่ต้องรอให้พ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้วจึงยื่นคำร้องขอคัดถ่ายสำเนา  ไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นและไม่ใช่กรณีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้โจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖

          --------------------------------------------------------------------------------------------

ลูกจ้างมีอายุการทำงานจนถึงวันที่ ๓๐  กันยายน ๒๕๕๖  การที่นายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานเมื่อครบวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๕  จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙

ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการาจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ ๕๙ (๕)

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๕๓๙/๒๕๖๐  กรณีของโจทก์ต้องถือว่ามีการระบุวัน  เดือน ปีเกิด  ที่ถูกต้องนับแต่วันสมัครงานและไม่มีเหตุต้องยื่นคำร้องแก้ไขอย่างไร  โจทก์จึงมีอายุการทำงานถึงวันที่ ๓๐  กันยายน ๒๕๕๖  ฉะนั้นการที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานเมื่อครบวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๕  จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม  อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น  อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น  เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมจำเลยจึงต้องรับผิดในค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม  แต่การกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙  เป็นการใช้ดุลพินิจโดยให้ศาลคำนึงถึงอายุ  ระยะเวลาการทำงานความเดือดร้อนเมื่อถูกเลิกจ้างของโจทก์กับมูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับ  อันเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริง  จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้แล้วพิพากษาใหม่ในจำนวนเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา ๕๖ วรรคสอง และวรรคสาม  เมื่อคดีฟังว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมมิใช่เหตุเกษียณอายุ  จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ข้อ ๕๙ (๕)  ที่ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างกรณีลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปีขึ้นไป  ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวัน  ขณะเลิกจ้างโจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๒๒,๕๘๐ บาท  และจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์แล้วเป็นเงิน ๒๒๕,๘๐๐ บาท  โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยจากจำเลยอีกที่ศาลแรงงานกลางคิดคำนวณและพิพากษาให้จำเลยจ่ายส่วนที่ขาดโดยนำเงินในอนาคตหักด้วยเงินเดือนอัตราสุดท้ายของโจทก์ขณะเลิกจ้างจึงไม่ชอบ  เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างจึงสิ้นสุด  ฉะนั้นจำเลยไม่มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพอีก  โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินสมทบแก่โจทก์

 

            ..................................................................................................

 

เมื่อจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจเก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ซึ่งก็คือจำเลย 

พระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ มาตรา ๒๒ (๒)   

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๕๔๑/๒๕๖๐  เมื่อจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจเก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ซึ่งก็คือจำเลย  หรือซึ่งจำเลยมีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ มาตรา ๒๒ (๒)  ซึ่งรวมถึงเงินที่จำเลยมีบัญชีเงินฝากกับผู้คัดค้านด้วย  ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านจะต้องส่งเงินตามคำสั่งอายัดให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนี้หรือไม่นั้น  จึงไม่จำต้องพิจารณาเพราะไม่เป็นประโยชน์แก่คดีอีกต่อไป  จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา

         -----------------------------------------------------------------------------------------------  

 

เมื่อศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์จำเลย  อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง  จึงเป็นข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสอง  แม้จำเลยร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ทั้งสองในข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง  แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องก็ตาม  แต่ความผิดทางอาญาและความผิดทางวินัยมีหลักในการพิจารณาแตกต่างกันไป

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคสี่, ๑๑๙ วรรคหนึ่ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๗๕๖-๗๕๗/๒๕๖๐  ตามหนังสือแจ้งยกเลิกสัญญาจ้างงานโจทก์ทั้งสองมีข้อความระบุว่า  วันเกิดเหตุโจทก์ทั้งสองขับรถบรรทุกของจำเลยไปจอดยังพื้นที่ที่จำเลยมีคำสั่งห้ามจอด  ซึ่งเป็นสถานที่ซื้อน้ำมันบริเวณริมถนนมิตรภาพขาขึ้น  ตำบลเก่างิ้ว  อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น  ผลจากการจอดรถดังกล่าวปรากฏว่าปริมาณน้ำมันลดลงอย่างผิดปกติเป็นจำนวน  ๒๐๐ ลิตร  ทั้งนี้ผลจากการสัมภาษณ์ที่โจทก์ทั้งสองให้ไว้ต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยประกอบกับหลักฐานภาพถ่ายระบบบอกตำแหน่งบนพื้นที่โลก  (จีพีเอส)  ภาพถ่ายสถานที่ตั้งของจุดที่โจทก์ทั้งสองนำรถบรรทุกเข้าไปจอดรวมถึงภาพถ่ายกราฟแสดงปริมาณการใช้น้ำมันในระหว่างเวลาที่โจทก์ทั้งสองจอดรถดังกล่าวซึ่งเจ้าหน้าที่ของจำเลยแสดงให้โจทก์ทั้งสองดูในวันสัมภาษณ์แล้ว เห็นว่าการกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหมวดที่ ๘  วินัยและการลงโทษ  ข้อ ๓๘.๔  ลักทรัพย์หรือมีส่วนร่วมในการลักทรัพย์ ฯลฯ  การกระทำของโจทก์ทั้งสองไม่สมกับการเป็นพนักงานที่ดี  มีพฤติกรรมที่จำเลยไม่อาจไว้วางใจให้ปฏิบัติงานกับจำเลยได้อีกต่อไป  ถือได้ว่าข้อความในหนังสือแจ้งยกเลิกสัญญาจ้างงานระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้อย่างชัดเจนว่าการกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นการจงใจขัดคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต  และร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างอันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างแล้ว  การที่จำเลยอ้างเหตุแห่งการเลิกจ้างว่าโจทก์ทั้งสองลักทรัพย์นายจ้างจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในหนังสือแจ้งยกเลิกสัญญาจ้างแรงงาน  ที่ศาลแรงงานวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งสองลักทรัพย์นายจ้างจึงเป็นการวินิจฉัยสาเหตุการเลิกจ้างตามหนังสือแจ้งยกเลิกสัญญาจ้างงานแล้ว  เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองไปจอดรถในพื้นที่ที่จำเลยห้ามจอดตามประกาศเอกสารหมาย ล.๗  อันเป็นการจงใจขัดคำสั่งของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย  และกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต  จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคสี่  ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓  และศาลแรงงานยังรับฟังข้อเท็จจริงต่อไปด้วยว่าโจทก์ทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์จำเลย  อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง  จึงเป็นข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ วรรคหนึ่ง  แม้จำเลยร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ทั้งสองในข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง  แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องก็ตาม  แต่ความผิดทางอาญาและความผิดทางวินัยมีหลักในการพิจารณาแตกต่างกันไป  เมื่อศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าโจทก์ทั้งสองขับรถบรรทุกของจำเลยไปจอดในพื้นที่ห้ามจอดตามประกาศของจำเลยและโจทก์ทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์จำเลยอันเป็นการขัดคำสั่งของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและกระทำประการอื่นไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต  ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง  ดังนั้นคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควร  มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม                                                                                                                                         

              ..................................................................................................  

 

โจทก์มีพฤติการณ์หลายอย่างที่ทำให้จำเลยมีเหตุสมควรที่จะไม่ไว้วางใจ  เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร  ไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์  ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม         

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๒๒/๒๕๖๐  เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า  บริษัทเอ็ม จำกัด  มีนางณัฐพี่สาวของโจทก์เป็นผู้ดูแล  บริษัทนี้ตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์ในการขายรถยนต์ของจำเลยที่ ๑  และบริษัทเอ็ม จำกัด  ยังมีที่อยู่เดียวกันกับบริษัทเอ จำกัด  ซึ่งนางสาวธีรนันท์กรรมการของจำเลยที่ ๑  ได้จัดตั้งขึ้นและมีโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ด้วย  นอกจากนี้โจทก์ยังมีพฤติการณ์อีกหลายอย่างที่ทำให้จำเลยทั้งสองมีเหตุสมควรที่จะไม่ไว้วางใจ  จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุนี้จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร  ไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์  ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม  จำเลยที่ ๒  เป็นเพียงกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ ๑  เมื่อจำเลยที่ ๒  กระทำการแทนจำเลยที่ ๑  ในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๑  ตัวการ  จำเลยที่ ๒  จึงไม่ต้องร่วมรับผิดเป็นการส่วนตัว

-----------------------------------------------------------------------------------------------

 

การที่โจทก์เอามือไปวางที่ต้นขาและใช้มือโอบเอวของนางสาวสุธินี โดยที่นางสาวสุธินีแสดงปฏิกิริยาไม่ยินยอมและปกป้องตัวเองทุกครั้ง และในวันรุ่งขึ้นขณะนางสาวสุธินีขับรถได้บอกว่าปวดที่บริเวณต้นคอ โจทก์ก็ยังใช้มือเอื้อมไปบีบต้นคอของนางสาวสุธินีอีกซึ่งนางสาวสุธินีก็ได้ใช้มือปัดออก  เมื่อรถจอดติดสัญญาณไฟแดงโจทก์ได้พูดว่า  ตกหลุมรักลูกน้องเข้าไปแล้ว  เช่นนี้  พฤติกรรมดังกล่าวของโจทก์ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาจึงเป็นการคุกคามก่อความเดือดร้อนรำคาญทางเพศต่อนางสาวสุธินี

 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๖, ๑๑๙(๔)

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๑๐๕๙/๒๕๖๐  แม้นางสาวสุธินีจะเข้าไปดื่มสุราจะเข้าไปดื่มสุรากับโจทก์ในร้านยูบาร์มืดและที่มีลักษณะเป็นดิสโกเธค  แต่ก็มิได้หมายความว่านางสาวสุธินีจะยินยอมให้โจทก์ล่วงเกินทางเพศหรือโจทก์มีสิทธิที่จะล่วงเกินทางเพศต่อนางสาวสุธินีซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตนได้ตามใจชอบ  การที่โจทก์เอามือไปวางที่ต้นขาของนางสาวสุธินีและใช้มือโอบเอวของนางสาวสุธินีโดยที่นางสาวสุธินีแสดงปฏิกิริยาไม่ยินยอมและปกป้องตัวเองทุกครั้งและในวันรุ่งขึ้นขณะนางสาวสุธินีขับรถได้บอกว่าปวดที่บริเวณต้นคอจะส่งโจทก์เข้าที่พักก่อนแล้วนางสาวสุธินีจะไปนวดต่อ  โจทก์ก็บังใช้มือเอื้อมไปบีบต้นคอของนางสาวสุธินีอีกซึ่งนางสาวสุธินีก็ได้ใช้มือปัดออก  เมื่อรถจอดติดสัญญาณไฟแดงโจทก์ได้พูดว่า  ตกหลุมรักลูกน้องเข้าไปแล้ว  เช่นนี้  พฤติกรรมดังกล่าวของโจทก์ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาจึงเป็นการคุกคามก่อความเดือดร้อนรำคาญทางเพศต่อนางสาวสุธินีผู้ใต้บังคับบัญชาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๖  อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย  ข้อ ๘.๓.๗ ที่ห้ามพนักงานกระทำการใด ๆ อันไม่สมควรที่วิญญูชนพึงปฏิบัติหรือกระทำการใด ๆ อันส่อไปในทางเสื่อมเสียด้านศีลธรรมอันดี  ซึ่งถือว่าเป็นกรณีที่ร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔)  จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

 

 

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๒ รับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑  ในจำนวนเงิน ๗๒,๔๖๓.๓๕ บาท  แสดงว่าเจตนาให้จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันรับผิดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด  จึงเป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์ฝ่าฝืนกฎหมายซึ่งมีโทษทางอาญาอันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน สัญญาค้ำประกันเป็นโมฆะ

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๐, ๑๔๔ 

ประกาศกระทรวงแรงงาน  เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๕๑

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๒ , ๑๗๓  

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๑๐๖๑/๒๕๖๐  ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ระบุว่าอัญมณีและเครื่องประดับที่จำเลยที่ ๑ ลักไปเป็นสินค้าที่จำเลยที่ ๑  ขายและดูแล  ซึ่งเป็นงานตามหน้าที่ของจำเลยที่ ๑  ในฐานะพนักงานขายฝ่ายขายเครื่องประดับและอัญมณีตามสัญญาจ้างแรงงาน จึงถือว่าเป็นความเสียหายที่เกิดจากการทำงานโดยตรง  และการที่มีระบุต่อมาว่าจำเลยที่ ๒  เป็นผู้ค้ำประกันและเร่งรัดให้จำเลยที่ ๑  นำทรัพย์ที่จำเลยที่ ๑  ลักไปมาคืนในกำหนด  ก็เพียงเป็นการยืนยันว่าจำเลยที่ ๒  จะให้ความร่วมมือช่วยเหลือในการติดตามทรัพย์คืนเท่านั้น  หาอาจถึงกับทำให้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของการค้ำประกันการเข้าทำงานของจำเลยที่ ๒  เป็นการค้ำประกันความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตของจำเลยที่ ๑  ตามที่โจทก์เข้าใจว่าเป็นคนละส่วนกันแต่อย่างไร  คดีจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่ศาลแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๒ รับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑  ในจำนวนเงิน ๗๒,๔๖๓.๓๕ บาท  แสดงว่าเจตนาให้จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันรับผิดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด  จึงเป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๐  และประกาศกระทรวงแรงงาน  เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งมีโทษทางอาญาตามมาตรา ๑๔๔  อันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนสัญญาค้ำประกันเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๒ , ๑๗๓ สัญญาค้ำประกันเป็นโมฆะนั้น  ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

 

 

แม้จำเลยจะมิได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ในคำสั่งเลิกจ้าง  จำเลยก็สามารถยกเหตุเลิกจ้างที่ไม่ได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างขึ้นต่อสู้ในคำให้การในคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้

การเลิกจ้างลูกจ้างที่มาทำงานสายปีหลายสิบครั้ง ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ วรรคสาม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ 

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๑๐๖๒-๑๐๖๕/๒๕๖๐  การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙  มิได้มีบทบัญญัติว่า  หากนายจ้างไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง  นายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้  ดังเช่นพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ วรรคสาม  ดังนั้น  แม้จำเลยจะมิได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ในคำสั่งเลิกจ้าง  จำเลยก็สามารถยกเหตุเลิกจ้างที่ไม่ได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างขึ้นต่อสู้ในคำให้การได้  การที่โจทก์ที่ ๑  มาทำงานสายในปี ๒๕๕๑  จำนวน  ๖๖  ครั้ง  ปี ๒๕๕๒  จำนวน  ๕๔  ครั้ง  ปี ๒๕๕๓  จำนวน  ๔๑  ครั้ง  ส่วนโจทก์ที่ ๓  มาทำงานสายปี ๒๕๕๑  จำนวน ๔๔  ครั้ง  ปี ๒๕๕๒  จำนวน ๓๗  ครั้ง  ปี ๒๕๕๓  จำนวน ๒๑ ครั้ง  นั้น  ย่อมเป็นการผิดระเบียบข้อบังคับของจำเลย  และโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓  ได้มาสายในจำนวนครั้งที่แตกต่างจากนายฉลองซึ่งมาสายเพียง ๒๔ครั้ง  การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓  จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควรไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

            --------------------------------------------------------------------------------

 

การที่พนักงานตรวจแรงงานฯ จังหวัดสระบุรี  ได้รับคำร้องของนายสุชิณแล้วได้ส่งคำร้องต่อไปให้พนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่รับผิดชอบ  ซึ่งได้สอบข้อเท็จจริงจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์  และนำบันทึกการสอบสวนข้อเท็จจริงจากนายสุชิณที่พนักงานตรวจแรงงานฯ จังหวัดสระบุรี  ได้สอบสวนไว้มาพิจารณาและมีคำสั่ง อันเป็นการสอบสวนและมีคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๓, ๑๒๔ วรรคหนึ่ง 

ระเบียบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน  ว่าด้วยการรับคำร้องและการพิจารณาคำร้องของพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ พ.ศ. ๒๕๕๔  ข้อ ๕ และข้อ ๘ 

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๑๑๗๒-๑๑๗๓/๒๕๖๐  พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๔ วรรคหนึ่ง  ประกอบระเบียบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน  ว่าด้วยการรับคำร้องและการพิจารณาคำร้องของพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ พ.ศ. ๒๕๕๔  ข้อ ๕ และข้อ ๘ กำหนดให้ลูกจ้างสามารถยื่นคำร้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๓  ต่อพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่อื่นซึ่งมิใช่ท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบก็ได้  โดยพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่อื่นจะรับคำร้องไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ร้อง  แล้วประสานกับพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่รับผิดชอบโดยจัดส่งคำร้องทางโทรสารหรือวิธีอื่นใด  และจัดส่งคำร้อง  บันทึกการสอบสวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปให้พนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่รับผิดชอบ  เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง  รวบรวมพยานเอกสาร  พยานหลักฐานจากนายจ้าง  ลูกจ้าง  และผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งมีคำสั่งวินิจฉัยคำร้องต่อไป  ดังนั้นการที่พนักงานตรวจแรงงาน  สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสระบุรี  ได้รับคำร้องของนายสุชิณแล้วได้ส่งคำร้องต่อไปให้จำเลยที่ ๒  ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่รับผิดชอบ  ซึ่งจำเลยที่ ๒  ก็ได้สอบข้อเท็จจริงจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์  และนำบันทึกการสอบสวนข้อเท็จจริงจากนายสุชิณที่พนักงานตรวจแรงงาน  สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสระบุรี  ได้สอบสวนไว้มาพิจารณาและมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน  อันเป็นการสอบสวนและมีคำสั่งที่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายและระเบียบข้างต้นดังกล่าวโดยชอบแล้ว

 

             

เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ที่จำเลยจ่ายค่าจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานแก่โจทก์มาโดยตลอด จำเลยมีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์ ในขณะทำงานจำเลยจัดหาใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวระบุว่าโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง และจำเลยจัดให้โจทก์เข้าเป็นผู้ประกันตนต่อสำนักงานประกันสังคม  จึงแสดงว่าจำเลยกับโจทก์มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างและลูกจ้างต่อกัน

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕, ๙

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙  

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๑๑๗๖/๒๕๖๐  นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑  ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕  ซึ่งความหมายของลูกจ้างคือผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างโดยได้รับค่าจ้าง  ทั้งนี้ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้าง เช่น  วันเวลาทำงาน  วันหยุด  วันลาต่าง ๆ หากลูกจ้างฝ่าฝืน  นายจ้างมีสิทธิลงโทษลูกจ้างได้  หรืออีกนัยหนึ่งคือนายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาสามารถออกคำสั่งให้ลูกจ้างทำงานให้เป็นไปตามข้อบังคับการทำงานหรือระเบียบของนายจ้างหากลูกจ้างฝ่าฝืนนายจ้างมีสิทธิลงโทษลูกจ้างได้  คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าสัญญาว่าจ้างการทำงานระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย ล.๒  ฉบับแรกรวมทั้งฉบับหลัง  แม้จะเรียกชื่อสัญญาว่า  Service Agreement แปลว่า ข้อตกลงในการให้บริการแต่เมื่อพิจารณาสัญญาดังกล่าวข้อ ๔.๓  ที่กำหนดให้โจทก์ต้องปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับทั้งหมดของลูกค้าอย่างเคร่งครัด  จึงเป็นกรณีที่จำเลยใช้อำนาจบังคับบัญชาที่มีต่อโจทก์ส่งให้โจทก์ไปทำงานกับบริษัท ปตท. สผ จำกัด  ลูกค้าของจำเลย  และจำเลยได้มอบอำนาจบังคับบัญชาของจำเลยให้ลูกค้าของจำเลยใช้แทนจำเลยในระหว่างที่โจทก์ไปปฏิบัติงานตามคำสั่งของจำเลย  ดังนั้น จำเลยจึงมีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์  ทังเมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ที่จำเลยจ่ายค่าจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานแก่โจทก์มาโดยตลอด  และในขณะทำงานจำเลยจัดหาใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว  โดยระบุว่าโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง และจำเลยจัดให้โจทก์เข้าเป็นผู้ประกันตนต่อสำนักงานประกันสังคม  จึงแสดงว่าจำเลยกับโจทก์มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างและลูกจ้างต่อกับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑  นิยามลูกจ้าง มาตรา ๕  สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕  คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย  ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าเสียบหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม  และจำเลยให้การเพียงว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยไม่เป็นสัญญาจ้างแรงงานเท่านั้น  เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาจ้างแรงงาน  และจำเลยไม่ให้การถึงเหตุในการเลิกจ้างโจทก์  จึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ หรือจำเลยมีเหตุอื่นใดในการเลิกจ้างโจทก์  จึงเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิด  และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม  โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามฟ้อง  แต่ในส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม  เมื่อการกำหนดค่าเสียหายเป็นเรื่องดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง  ศาลฎีกาไม่อาจกระทำได้  จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี  เมื่อจำเลยไม่จ่ายเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง  เนื่องจากจำเลยมีข้อต่อสู้ว่าสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยไม่เป็นสัญญาจ้างแรงงาน  จึงถือว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายเงินค่าชดเชย  โดยปราศจากเหตุผลอันสมควรตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๙ วรรคสอง  มิได้  จำเลยจึงไม่จำต้องจ่ายเงินเพื่อตอบแทนการทำงานแก่โจทก์

 

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                  จำเลยที่ ๒  เลิกจ้างโจทก์ที่ ๕ และที่ ๖  โดยไม่มีความผิดและไม่ต้องด้วยกรณีข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบของจำเลยที่ ๑ ดังนั้น จำเลยที่ ๑  ซึ่งเป็น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบแก่โจทก์ที่ ๕ และที่ ๖ 

พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๐

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๑๑๗๘-๑๑๗๙/๒๕๖๐  เมื่อจำเลยที่ ๒  (ซึ่งเป็นนายจ้าง)  และโจทก์ที่ ๕  และที่ ๖ (ซึ่งเป็นลูกจ้าง)  ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามว่า ข้อ ๑  จำเลยตกลงเลิกจ้างโจทก์  โดยโจทก์ทั้งสองไม่มีความผิด  และจำเลยตกลงให้เงินช่วยเหลือโจทก์ที่ ๑ จำนวน ๔๐,๐๐๐ บาท  โจทก์ที่ ๒ จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท  นั้น  ย่อมเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์ที่ ๕ และที่ ๖  กับจำเลยที่ ๒   โดยตามข้อตกลงถือว่าจำเลยที่ ๒  รับว่าเลิกจ้างโจทก์ที่ ๕ และที่ ๖  โดยไม่มีความผิด  เมื่อคดีดังกล่าว  ศาลแรงงานพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ ๒  และโจทก์ที่ ๕ และที่ ๖ ว่า  จำเลยที่ ๒  เลิกจ้างโจทก์ที่ ๕ และที่ ๖  โดยไม่มีความผิดและไม่ต้องด้วยกรณีข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ ข้อ ๔.๑ (๑)  (๒)  หรือ (๓)  ตามเอกสารแนบท้ายข้อบังคับของจำเลยที่ ๑  ดังนั้น  จำเลยที่ ๑  ซึ่งเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  จึงต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบแก่โจทก์ที่ ๕ และที่ ๖ 

-----------------------------------------------------------------------------------------------

 

เมื่อคำให้การและคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การไม่ได้ขัดแย้งกัน ศาลแรงงานมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานตามคำให้การและคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การได้   

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง 

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๑๙๕๕-๑๙๕๗/๒๕๖๐  จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ทั้งสามว่าจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์และวันหยุดตามประเพณี    เพราะการที่โจทก์ทั้งสามออกไปปฏิบัติงานต่างจังหวัด จำเลยมิได้มีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสามต้องทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์หรือวันหยุดตามประเพณี  เป็นดุลพินิจของโจทก์แต่ละรายที่จะเลือกปฏิบัติงานในวันใดเวลาใดก็ได้  การทำงานในเวลาทำงานปกติของโจทก์แต่ละรายไม่เหมือนพนักงานคนอื่น ๆ  อันเป็นการปฏิเสธฟ้องโจทก์ทั้งสามด้วยเหตุลักษณะการทำงานของโจทก์ทั้งสาม  การที่จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า  ข้อบังคับการทำงานของจำเลยไม่ได้ใช้กับพนักงานขายซึ่งรวมทั้งโจทก์ทั้งสามเพราะลักษณะงานของโจทก์ทั้งสามไม่สามารถกำหนดเวลาทำงานที่แน่นอนได้  โจทก์ทั้งสามตกลงทำงานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์  หยุดวันอาทิตย์และวันหยุดตามประเพณี  จึงเป็นเพียงการอธิบายเพิ่มเติมรายละเอียดในคำให้การเดิมที่ต่อสู้เกี่ยวกับลักษณะการทำงานของโจทก์ทั้งสามเท่านั้น  คำให้การจำเลยในส่วนนี้ไม่ขัดแย้งกันเอง  เป็นคำให้การที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง  ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ แล้ว  ศาลแรงงานกลางมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานตามคำให้การและคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การได้  มิใช่เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกคำให้การแต่อย่างใด

            ....................................................................................................

 

การที่โจทก์กรอกเอกสารไม่เป็นไปตามความเป็นจริงผิดจากเงื่อนไขที่จำเลยที่ ๑  กำหนด  ทำให้จำเลยที่ ๑  หลงผิดอนุมัติให้โจทก์รับทุนการศึกษาดังกล่าว  ย่อมทำให้ผู้ขอรับทุนการศึกษาคนอื่นเสียโอกาส  การกระทำของโจทก์จึงเป็นการการกระทำอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐, ๔๐๖, ๕๘๓

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๑๙๖๕/๒๕๖๐  การทุจริตมีความหมายตามพจนานุกรมว่าความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง  ส่วนไม่สุจริต  หมายถึงความประพฤติไม่ชอบ  ซึ่งความหนักเบาแห่งพฤติกรรมไม่เท่ากัน  การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของโจทก์ที่ไม่กรอกข้อมูลให้ตรงตามความเป็นจริงแม้ไม่ถึงกับเป็นการทุจริต แต่ก็ไม่สุจริต  ซึ่งเป็นผลดีต่อโจทก์แล้วที่ให้จำเลยที่ ๑ จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์  การวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางหาได้ขัดแย้งกันไม่  ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว  โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑  และการที่จำเลยที่ ๑  ให้สิทธิโจทก์ขอรับทุนสนับสนุนการศึกษาก็เนื่องจากนิติสัมพันธ์การเป็นลูกจ้างนายจ้าง  หากโจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑  โจทก์จะไม่มีโอกาสขอรับทุนการศึกษาเช่นนี้  และการที่จำเลยที่ ๑  สนับสนุนให้โจทก์ศึกษาก็เพื่อยกระดับความรู้ความสามารถของโจทก์  ซึ่งมีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่จำเลยที่ ๑  โดยตรงโจทก์ขอรับทุนการศึกษาที่จำเลยที่ ๑   สนับสนุนในขณะที่เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๑  จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ด้วย  การที่โจทก์กรอกเอกสารไม่เป็นไปตามความเป็นจริงผิดจากเงื่อนไขที่จำเลยที่ ๑  กำหนด  ทำให้จำเลยที่ ๑  หลงผิดอนุมัติให้โจทก์รับทุนการศึกษาดังกล่าว  ย่อมทำให้ผู้ขอรับทุนการศึกษาคนอื่นเสียโอกาส  การกระทำของโจทก์จึงเป็นการการกระทำอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต  ดังนั้นจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓  และจากการไม่สุจริตของโจทก์ดังกล่าว  จำเลยที่ ๑  ผู้เป็นนายจ้างย่อมมีเหตุผลอันสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้  ไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม สำหรับเงินที่จำเลยที่ ๑  จ่ายให้แก่โจทก์ไปแล้วเพราะเหตุดังกล่าว  เมื่อวินิจฉัยมาแล้วว่าเป็นเงินที่จำเลยที่ ๑ จ่ายเนื่องมาจากที่โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑  หรือเนื่องมาจากนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงาน  โดยมีเงื่อนไขที่โจทก์ต้องกรอกเอกสารแบบคำขอรับทุนการศึกษา  การที่จำเลยที่ ๑  ให้ทุนการศึกษาแก่โจทก์  จึงมีมูลอันจะอ้างตามกฎหมายได้อันสืบเนื่องจากนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงาน  ไม่ใช่ไม่มีมูล  กรณีจึงมิใช่ลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๖  ดังที่โจทก์ฎีกา  แต่โจทก์กรอกข้อความอันไม่สุจริต  ทำให้จำเลยที่ ๑  หลงผิดอนุมัติให้โจทก์รับทุนการศึกษาและจ่ายเงินสนับสนุนการศึกษาให้โจทก์ไป  การที่จำเลยที่ ๑  มาฟ้องแย้งเรียกเงินดังกล่าวคืน  จึงมีอายุความทั่วไป ๑๐ ปี  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐

            ...........................................................................................................

 

เมื่อศาลแรงงานวินิจฉัยว่าจำเลยทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ด้วยความสมัครใจซึ่งอยู่ในประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การ และได้วินิจฉัยด้วยว่าข้อตกลงตามสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมาย

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๑

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๑๙๖๖/๒๕๖๐  โจทก์ฟ้องจำเลยขอเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยไปทำงานกับบริษัทคู่แข่ง  จำเลยให้การว่าโจทก์นำเอกสารมาให้จำเลยลงลายมือชื่อโดยไม่ให้อ่านข้อความ  ซึ่งจำเลยทราบภายหลังจากลงลายมือแล้วว่าเป็นสัญญาจ้างแรงงาน  จึงเป็นการลงลายมือชื่อโดยฉ้อฉล ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่าจำเลยตกลงทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ด้วยความสมัครใจหรือไม่  ตามคำฟ้อง คำให้การไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างว่ามีการตกลงไว้อย่างไร  เมื่อศาลแรงงานภาค ๘  พิจารณาเห็นว่าสัญญาจ้างแรงงานมีเนื้อหาจำนวนมาก  จำเลยต้องรักษาสิทธิตรวจดูความถูกต้องของเอกสาร  จำเลยไม่ได้แสดงพยานหลักฐานอื่นให้เห็นว่าจำเลยลงลายมือชื่อโดยไม่รู้ว่าเป็นสัญญาจ้างแรงงานและปล่อยให้เวลาเนิ่นนานเพิ่งมาโต้แย้งตอนถูกฟ้องคดีนี้  แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาจ้างแรงงานด้วยความสมัครใจ  เท่ากับศาลแรงงานภาค ๘  วินิจฉัยว่าจำเลยทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ด้วยความสมัครใจซึ่งอยู่ในประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การ  ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น  เมื่อศาลแรงงานภาค ๘ วินิจฉัยแล้วว่า  ข้อตกลงตามสัญญาจ้างแรงงาน ข้อ ๕๓  และข้อ ๕.๕  ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนและเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีที่ชอบในเชิงธุรกิจ  ไม่ทำให้จำเลยต้องรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ  จึงไม่เป็นโมฆะสามารถตกลงกันได้เช่นนี้  เท่ากับศาลแรงงานภาค ๘  ได้วินิจฉัยแล้วว่าข้อตกลงตามสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

              --------------------------------------------------------------------------------

อุทธรณ์ของจำเลยเป็นเพียงแต่ลอกเอาถ้อยคำในคำให้การมากล่าวอ้างไว้  โดยไม่แสดงเหตุผลประกอบอ้างอิงเพื่อโต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาของศาลแรงงานไม่ชอบอย่างไร  หรือเพราะเหตุใด  จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตามกฎหมาย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง 

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๑๙๗๓/๒๕๖๐  ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า  สัญญาจ้างแรงงาน เอกสารหมาย จ.๔  ไม่มีผลผูกพันจำเลย  เป็นสัญญาที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  ข้อต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน  ทั้งเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม  ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมายนั้น  เห็นว่า  อุทธรณ์ของจำเลยเป็นเพียงแต่ลอกเอาถ้อยคำในคำให้การมากล่าวอ้างไว้  โดยไม่แสดงเหตุผลประกอบอ้างอิงเพื่อโต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค ๘  ไม่ชอบอย่างไร  หรือเพราะเหตุใด  จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง  ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑  ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย  พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

              --------------------------------------------------------------------------------

 

ที่จำเลยชำระเงินให้โจทก์ในคดีนี้เป็นกรณีจำเลยวางเงินเป็นประกันเท่านั้น  ไม่ใช่วางเงินเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์รับไปได้ทันที  เป็นการวางเงินต่อศาลโดยไม่ยอมรับผิด จึงไม่เป็นเหตุระงับการเสียดอกเบี้ย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๖ วรรคสอง 

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๐๔๖-๒๐๔๗/๒๕๖๐  เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖  จำเลยนำเงิน ๔๑๐,๐๒๙ บาท  มาวางศาลเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนกว่าคดีถึงที่สุด  โดยจำเลยขอยกเลิกข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางลงวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๖  ซึ่งจำเลยตกลงชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ ๑  ภายในวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๖  และเมื่อโจทก์ที่ ๑  รับเงินดังกล่าวแล้วยินยอมสละข้อหาค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า  เพราะจำเลยเห็นว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ ๑  นั้น  เป็นกรณีจำเลยวางเงินเป็นประกันเท่านั้น  ไม่ใช่วางเงินเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ที่ ๑  รับไปได้ทันที  เป็นการวางเงินต่อศาลโดยไม่ยอมรับผิดจึงไม่เป็นเหตุระงับการเสียดอกเบี้ย  หากจำเลยมีความรับผิดตามกฎหมายจะต้องเสีย  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๖ วรรคสอง  ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑

              ..................................................................................................

 

การที่ลูกจ้างให้พนักงานนำเงินมาให้ตนแลก  ไม่เป็นการทุจริตหรือใช้อำนาจโดยมิชอบ  ส่วนที่ลูกจ้างเสนอขายผลิตภัณฑ์และชักชวนให้พนักงานเป็นสมาชิกสินค้านั้น  ไม่ได้เกิดจากการข่มขู่หรือใช้อำนาจขืนใจให้สมัคร เหตุเลิกจ้างดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องร้ายแรง

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๒) 

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๐๔๘/๒๕๖๐  สาเหตุที่โจทก์อ้างในการเลิกจ้างนั้น  ประการแรกเนื่องจากนายทรัพย์สมบัติได้ติดต่อทางโทรศัพท์ให้พนักงานเก็บเงินนำธนบัตรฉบับละ ๕๐๐ บาท  จำนวน ๔ ฉบับ  ออกจากเครื่องเก็บเงิน  แล้วให้พนักงานอีกคนหนึ่งนำมาให้นายทรัพย์สมบัติแลกที่บ้านพักของนายทรัพย์สมบัติเพื่อใส่ซองช่วยงานแต่งงาน  โดยนายทรัพย์สมบัติมอบธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท จำนวน ๒ ฉบับ  คืนไปสาเหตุประการที่สองเนื่องจากนายทรัพย์สมบัติเสนอขายผลิตภัณฑ์และชักชวนให้พนักงานของโจทก์สมัครสมาชิกสินค้าเอ็มสตาร์ซึ่งจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภค เช่น สบู่ ยาสีฟัน  สินค้าบำรุงสุขภาพ  ไม่มีเครื่องไฟฟ้า  ทั้งในและนอกเวลาทำงานในขณะที่นายทรัพย์สมบัติมีอำนาจประเมินการปฏิบัติงานของพนักงานในสาขาที่ตนเป็นผู้จัดการ  แล้ววินิจฉัยว่า  การที่นายทรัพย์สมบัติให้พนักงานนำเงินมาให้แลก  ไม่เป็นการทุจริตหรือใช้อำนาจโดยมิชอบ  และโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายส่วนการที่พนักงานคนหนึ่งนำเงินมาให้แลกนอกสถานที่ทำงานนั้นก็ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าแผนกรักษาการผู้จัดการแล้ว  ไม่ใช่การสั่งการของนายทรัพย์สมบัติ  ส่วนที่นายทรัพย์สมบัติเสนอขายผลิตภัณฑ์และชักชวนให้พนักงานของโจทก์เป็นสมาชิกสินค้าเอ็มสตาร์นั้น  ไม่ได้เกิดจากการข่มขู่หรือใช้อำนาจขืนใจให้สมัคร  แต่เป็นการจูงใจให้พนักงานมีรายได้เสริม  พนักงานคนใดไม่สมัครเป็นสมาชิกก็ไม่ได้ถูกนายทรัพย์สมบัติกลั่นแกล้งเกี่ยวกับงานจึงไม่ใช่เรื่องที่นายทรัพย์สมบัติแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้หรือการไม่ซื่อสัตย์อันเป็นการทุจริตต่อนายจ้าง  การชักชวนพนักงานไม่กระทบต่อการทำงานให้โจทก์หรือเป็นการเบียดเบียนเวลาทำงาน  ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่านายทรัพย์สมบัติเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินการไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมกับการประกอบการค้าอื่นที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันทางการค้ากับนายจ้างอันจะเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานหมวด ๒ ข้อ ๒.๒๒ และข้อ ๒.๒๕  คงรับฟังได้ว่านายทรัพย์สมบัติขายหรือเสนอขายสิ่งของในที่ทำงานและในเวลาทำงานอันเป็นการผิดระเบียบข้อบังคับการทำงานตามหมวด ๘ ข้อ ๘.๑  การกระทำของนายทรัพย์สมบัติตามที่โจทก์ใช้เป็นเหตุเลิกจ้างไม่ใช่เรื่องร้ายแรงที่โจทก์สามารถลงโทษด้วยการเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่จำต้องว่ากล่าวตักเตือนก่อน  โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายทรัพย์สมบัติ  เห็นว่า  การกระทำของนายทรัพย์สมบัติไม่เป็นความผิดร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๒)  ศาลแรงงานภาค ๔  มิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงขัดกับพยานหลักฐานในสำนวนหรือแปลข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานไม่ถูกต้องแต่อย่างใด

            ..................................................................................................

 

มูลเหตุผิดสัญญาจ้างแรงงานเกิดขึ้นนับแต่วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๓๙  ซึ่งจำเลยอาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้นับแต่วันนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๒  มิใช่นับแต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๒  อันเป็นวันที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เรื่องอายุความผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ  จึงมีอายุความ ๑๐ ปี 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐, ๑๙๓ 

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๐๖๕/๒๕๖๐  เมื่อโจทก์ทราบว่าผู้อำนวยการของจำเลยเคยมีคำสั่งว่า  ในการจำหน่ายน้ำนมดิบให้แก่ลูกค้า  จะต้องวางหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคารวงเงิน ๒ เท่าของราคาสินค้าที่ส่งมอบให้แต่ละงวด  แต่วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๓๙  โจทก์ทำบันทึกเสนอให้จำเลยจำหน่ายน้ำนมดิบแก่บริษัทนมโชคชัย จำกัด  โดยไม่ต้องมีหนังสือค้ำประกันมาวางเป็นหลักประกันเพื่อชำระหนี้  ต่อมารองผู้อำนวยการมีคำสั่งแจ้งโจทก์ว่าให้จำหน่ายน้ำนมดิบโดยจัดให้มีหนังสือค้ำประกันมาวางเป็นประกันชำระหนี้แต่วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๓๙  โจทก์ยังคงทำบันทึกถึงแผนกการพนักงานและกฎหมายระบุให้ร่างสัญญาซื้อขายน้ำนมดิบโดยไม่ต้องมีข้อตกลงให้บริษัทนมโชคชัย จำกัด  นำหนังสือค้ำประกันธนาคารมาวางเป็นประกันชำระหนี้  ซึ่งต่อมาจำเลยกับบริษัทนมโชคชัย จำกัด  ทำสัญญาซื้อขายน้ำนมดิบโดยไม่มีหนังสือค้ำประกันธนาคารมาวางประกันชำระหนี้  และบริษัทนมโชคชัย จำกัด  ผิดนัดไม่ชำระหนี้ซึ่งจำเลยฟ้องบังคับคดีแล้วไม่มีทรัพย์สินที่จะบังคับชำระหนี้ได้  อันทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย  ดังนี้มูลเหตุผิดสัญญาจ้างแรงงานเกิดขึ้นนับแต่วันที่ ๒๕ ดังกล่าว  ซึ่งจำเลยอาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้นับแต่วันนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๒  มิใช่นับแต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๒  อันเป็นวันที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำสั่งที่ ๐๑๒/๒๕๕๓  ดังที่จำเลยอุทธรณ์ คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์รับผิดชดใช้ค่าเสียหายทั้งมูลละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อจำเลยมาด้วย  ซึ่งเรื่องอายุความผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ  จึงมีอายุความ ๑๐ ปี  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐  เมื่อนับถึงวันฟ้องแย้งคือวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๔  แล้วเป็นเวลาเกิน ๑๐ ปี  ฟ้องแย้งของจำเลยจึงขาดอายุความ

            ......................................................................................................

 

จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์เกษียณอายุ  โดยจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว  มิได้เลิกจ้างด้วยเหตุตามข้อบังคับฯของนายจ้างหรือด้วยเหตุตามกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษตามฟ้อง

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๐, ๑๒๑  และ ๑๒๒

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๐๙๒/๒๕๖๐  ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย หมวดที่ ๘ ข้อ ๓  การจ่ายค่าชดเชยพิเศษระบุว่า  จำเลยมีสิทธิจะเลิกจ้างพนักงาน  ถ้าปริมาณธุรกิจของจำเลยลดต่ำลง หรือจำเลยมีความจำเป็นต้องปรับปรุง/สับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร  กระบวนการผลิต  การจำหน่ายหรือการบริการ  อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้  หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้าง  หรือพนักงานมีสุขภาพไม่ดี  หรือเป็นบุคคลไร้ความสามารถ  แต่กรณีของโจทก์ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า  จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์เกษียณอายุ  โดยจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว  นอกจากนี้เงินที่จำเลยจ่ายแก่ลูกจ้างอื่น ก็มิได้เป็นการจ่ายค่าชดเชยพิเศษดังที่โจทก์เรียกเอาจากจำเลยในคดีนี้  ทั้งกรณีของโจทก์ไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๐, ๑๒๑  และ ๑๒๒  โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษจากจำเลย

            ..................................................................................................

 

เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวไม่ได้เกิดจากข้อเรียกร้อง  สัญญาจ้างโจทก์ทั้งสี่ที่กำหนดให้โจทก์ทั้งสี่ต้องเสียภาษีเงินได้เองจึงมีผลใช้บังคับ  เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้กำหนดอัตราค่าจ้างไว้ในโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนแบบ LEVEL  ที่มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๗  และโจทก์ทั้งสี่เข้าทำงานในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๘  ขณะใช้บัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนดังกล่าว  กรณีจึงต้องเป็นไปตามอัตราเงินเดือนที่จำเลยกำหนดและโจทก์ทั้งสี่ตกลงด้วย 

พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔ มาตรา ๙๕  วรรคสอง

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๐๙๕-๒๐๙๘/๒๕๖๐  ในเรื่องการเสียภาษีเงินได้นั้น  จำเลยมีระเบียบว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ตอนที่ ๖  เงินเดือนและค่าตอบแทน พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๕ กำหนดว่า  “บริษัทเป็นผู้ออกภาษีเงินได้ให้พนักงานสำหรับพนักงานที่ได้รับจากบริษัทฯ”  แม้จะเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๙๕  วรรคสอง  ก็ตาม  แต่ไม่ปรากฏว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวเกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้อง  จำเลยจึงมีสิทธิที่จะทำสัญญาจ้างโจทก์ทั้งสี่ให้แตกต่างจากข้อตกลงเกี่ยวกับสมาชิกสหภาพแรงงานขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง  เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙ วรรคสอง นั้น  หมายถึงเฉพาะข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องเท่านั้น  ดังนั้นเมื่อข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้เกิดจากข้อเรียกร้อง  สัญญาจ้างโจทก์ทั้งสี่ที่กำหนดให้โจทก์ทั้งสี่ต้องเสียภาษีเงินได้เองจึงมีผลใช้บังคับ  เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้กำหนดอัตราค่าจ้างไว้ในโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนแบบ LEVEL  ที่มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๗  และโจทก์ทั้งสี่เข้าทำงานในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๘  ขณะใช้บัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนดังกล่าว  กรณีจึงต้องเป็นไปตามอัตราเงินเดือนที่จำเลยกำหนดและโจทก์ทั้งสี่ตกลงด้วย  ข้อตกลงเกี่ยวกับค่าจ้างจึงผูกพันโจทก์ทั้งสี่และจำเลย  โจทก์ทั้งสี่จะอ้างว่าลูกจ้างจำเลยที่เข้าทำงานก่อนโจทก์ทั้งสี่รับเงินเดือนเริ่มต้น  ๑๒,๓๓๘  บาท  และลูกจ้างที่เข้าทำงานหลังจากโจทก์ทั้งสี่รับเงินเดือนเริ่มต้นเดือนละ  ๑๔,๒๗๕  บาท  โจทก์ทั้งสี่จึงควรได้รับเงินเดือนเริ่มต้นที่  ๑๔,๒๗๕  บาท  เพราะเป็นงานที่มีลักษณะคุณภาพและปริมาณเช่นเดียวกันนั้นย่อมฟังไม่ขึ้น

              .....................................................................................................

 

เมื่อโจทก์แสดงเจตนาลาออกจากงานในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๒  โดยให้มีผลวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๒  จึงเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาซึ่งนายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาได้แต่เพียงฝ่ายเดียว  โดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายยินยอมตกลงหรืออนุมัติการลาออกจึงมีผลในวันที่โจทก์แจ้งไว้  ดังนั้นสัญญาจ้างแรงงานย่อมจะมีผลสิ้นสุดวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๒

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๑๐๑/๒๕๖๐  บทสนทนาระหว่างโจทก์กับนายสมเกียรติ  กรรมการบริษัทจำเลย ในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒  และวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๒  มีข้อความที่นายสมเกียรติถามโจทก์ว่า  โจทก์จะลาออกเหรอ  และโจทก์ตอบกลับว่า  คิดว่าออกดีกว่า  นายสมเกียรติจึงถามต่อว่า  แล้วได้งานใหม่หรือยัง  โจทก์ตอบว่า  ผมว่าจะไปทำเกษตร  เลิกทำคอมครับ  นายสมเกียรติจึงถามโจทก์อีกว่า  แล้วจะไปวันไหนเหรอ  โจทก์ตอบว่า  น่าจะวันที่ ๒๘ นะครับ  นายสมเกียรติจึงตอบว่า  ถ้าโจทก์จะลาออกจริง ๆ  โจทก์ไม่ต้องเข้าแล้วก็ได้เพราะคงไม่มีใจจะทำแล้ว  ถ้อยคำโต้ตอบดังกล่าวมีลักษณะเป็นการสอบถามโจทก์ว่าจะลาออกหรือไม่  ซึ่งคำตอบของโจทก์ได้แสดงเจตนาว่าโจทก์ประสงค์จะลาออก  โดยมีเจตนาจะลาออกโดยให้มีผลในวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๒  เมื่อโจทก์แสดงเจตนาลาออกจากงานในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๒  โดยให้มีผลวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๒  จึงเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาซึ่งนายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาได้แต่เพียงฝ่ายเดียว  โดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายยินยอมตกลงหรืออนุมัติการลาออกจึงมีผลในวันที่โจทก์แจ้งไว้  ดังนั้นสัญญาจ้างแรงงานย่อมจะมีผลสิ้นสุดวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๒  การที่นายสมเกียรติกล่าวกับโจทก์ว่า  ถ้าโจทก์จะลาออกจริง ๆ โจทก์ไม่ต้องเข้าแล้วก็ได้เพราะคงไม่มีใจจะทำนั้น  เป็นการแสดงเจตนารับทราบการลาออกของโจทก์  พร้อมทั้งให้สิทธิโจทก์ไม่ต้องเข้าทำงานอีกจนถึงวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ การกล่าวของนายสมเกียรติจึงมิใช่การเลิกจ้างอันมีผลจะทำให้จำเลยต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า  ค่าชดเชย  และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์  แต่จำเลยจะต้องรับผิดจ่ายค่าจ้างโจทก์จนถึงวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๒  ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ลาออก  เมื่อโจทก์มีคำขอคิดค่าจ้างถึงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๒  ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรม  พิพากษาเกินคำขอให้โจทก์ได้รับค่าจ้างถึงวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๒  ซึ่งเป็นวันที่สัญญาจ้างสิ้นสุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒  มาตรา ๕๒  เป็นเงิน ๓๐,๘๐๐ บาท  เมื่อจำเลยจ่ายค่าจ้างโจทก์แล้ว ๙,๓๐๐ บาท  จึงต้องจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ ๒๑,๕๐๐ บาท  ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้น  ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

              .....................................................................................................

 

จำเลยมีหนังสือเรียกโจทก์เข้ารับการอบรมเพื่อแก้ไขและปรับปรุงการทำงาน  โจทก์ไม่ไปรับการอบรมตามคำสั่ง  จำเลยลงโทษทางวินัยโดยออกหนังสือเตือนและเรียกโจทก์เข้ารับการอบรมด้านทักษะการขายและขั้นตอนการปฏิบัติงาน โจทก์ตัดสินใจเองโดยพลการที่จะไม่เข้ารับการอบรมอีกตามคำสั่งในหนังสือเตือน  เป็นกรณีที่เห็นได้ว่าโจทก์มีเจตนาไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยต่อไป สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงสิ้นสุดลง  จำเลยมีหน้าที่ออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๕

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑  มาตรา ๑๑๘ วรรคสอง 

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๒๒๖/๒๕๖๐  เมื่อจำเลยมีหนังสือเรียกโจทก์เข้ารับการอบรมเพื่อแก้ไขและปรับปรุงการทำงานเป็นเวลา ๑ วัน  คือในวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๖  โดยจำเลยจัดส่งพนักงานคนใหม่ไปทำงานแทนโจทก์ระหว่างเข้ารับการอบรม  โจทก์ไม่ไปรับการอบรมตามคำสั่ง  จำเลยทำหนังสือเตือนโจทก์ลงวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๖  ซึ่งมีข้อความว่าโจทก์กระทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยจึงลงโทษทางวินัยโดยออกหนังสือเตือนและเรียกโจทก์เข้ารับการอบรมด้านทักษะการขายและขั้นตอนการปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๗  แต่โจทก์ตัดสินใจเองโดยพลการที่จะไม่เข้ารับการอบรมอีกตามคำสั่งในหนังสือเตือน  ซึ่งศาลแรงงานภาค ๓  เห็นว่าโจทก์มีเจตนาไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยต่อไป  กรณีดังกล่าวถือไม่ได้ว่าจำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์หรือมีการกระทำใดที่จะไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไป  จึงไม่เป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑  มาตรา ๑๑๘ วรรคสอง  เมื่อจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์  จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย  สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๕ บัญญัติว่า “เมื่อการจ้างแรงงานสิ้นสุดลงแล้ว  ลูกจ้างชอบที่จะได้รับใบสำคัญแสดงว่าลูกจ้างนั้นได้ทำงานมานานเท่าไร  และงานที่ทำนั้นเป็นงานอย่างไร”  นั้น  เป็นสิทธิของลูกจ้างที่จะให้นายจ้างออกใบสำคัญแสดงการทำงานโดยมีข้อความตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๕  กรณีที่สัญญาจ้างสิ้นสุดลงซึ่งเป็นบทกฎหมายที่กำหนดไว้เพื่อประโยชน์ของลูกจ้าง  เมื่อโจทก์ไม่เข้ารับการอบรมตามคำสั่งในหนังสือเตือนโดยละทิ้งหน้าที่เรื่อยมาเป็นเวลา ๓ วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรเพราะโจทก์มีเจตนาไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยอีกต่อไป  สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงสิ้นสุดลง  จำเลยมีหน้าที่ออกใบสำคัญแสดงการทำงานโดยมีข้อความตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้แก่โจทก์

              ..................................................................................................

 

คดีนี้โจทก์รู้การกระทำละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิดเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๕  และผู้กระทำละเมิดตายเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖  จึงเป็นกรณีที่กำหนดอายุความแห่งหนี้จะครบกำหนดภายใน ๑ ปี นับแต่วันตาย  โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกรับผิดชำระหนี้ได้ภายในกำหนด ๑ ปี  นับแต่วันที่ผู้กระทำละเมิดตาย 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๓, ๔๔๘ 

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๒๒๗/๒๕๖๐  โจทก์ฟ้องว่า  ระหว่างวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๔๙  ถึงวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑  และระหว่างวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑  ถึงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๔  นายเกียรติวงษ์ทำงานเป็นลูกจ้างของโจทก์ตำแหน่งผู้จัดการสาขาได้เบิกถอนเงินจากบัญชีลูกค้ารายนายสุชาติและนางสาวศุลีพร  อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างและทำให้โจทก์เสียหายต้องชดใช้คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าทั้งสอง  ซึ่งถือว่านายเกียรติวงษ์กระทำละเมิดต่อโจทก์และต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์  จึงเป็นเหตุให้โจทก์มีคำสั่งเลิกจ้างนายเกียรติวงษ์  และเมื่อนายเกียรติวงษ์ตายโจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายให้รับผิดชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์  เช่นนี้  หนี้อันเกิดแต่มูลหนี้ดังกล่าวที่นายเกียรติวงษ์ซึ่งเป็นลูกจ้างกระทำไว้ก่อนตายจึงเป็นมรดกซึ่งโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกรับผิดชำระหนี้ได้  โดยหากเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง  ก็ต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายใน ๑ ปี  นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ถึงจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน  ซึ่งต้องไม่เกิน ๑๐ ปี นับแต่วันทำละเมิด  ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๓  ที่กำหนดว่าอายุความสิทธิเรียกร้องอันจะเป็นคุณหรือโทษแก่ผู้ตาย  ถ้าอายุความสิทธิเรียกร้องจะครบอายุความสิทธิเรียกร้องจะเป็นคุณหรือโทษแก่ผู้ตาย  ถ้าอายุสิทธิเรียกร้องจะครบภายใน ๑ ปี  นับแต่วันตาย  อายุความนั้นยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะครบ ๑ ปี  นับแต่วันตาย  คดีนี้โจทก์รู้การกระทำละเมิดและรู้ว่านายเกียรติวงษ์กระทำละเมิดเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๕  และนายเกียรติวงษ์ตายเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖  จึงเป็นกรณีที่กำหนดอายุความแห่งหนี้จะครบกำหนดภายใน ๑ ปี นับแต่วันตาย  โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกรับผิดชำระหนี้ได้ภายในกำหนด ๑ ปี  นับแต่วันที่นายเกียรติวงษ์ตาย  ซึ่งนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗  ยังไม่พ้นกำหนด ๑ ปี  นับแต่วันที่นายเกียรติวงษ์ตาย  การที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิดจึงไม่ขาดอายุความ     

            ..................................................................................................

 

คำพิพากษาศาลแรงงานในคดีนี้ หาเป็นการวินิจฉัยนอกคำให้การไม่

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๑

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๒๓๐/๒๕๖๐  ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงว่ารายการสินค้าของโจทก์  (ซึ่งเป็นนายจ้าง) จะมีการสูญหายจริงหรือไม่  เพียงใด  มิใช่ดูแต่เพียงข้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์แต่ต้องตรวจสอบเปรียบเทียบกับรายการสินค้าเข้าและออกจากร้านตามความเป็นจริง  โจทก์ไม่นำรายการสินค้าเข้าร้านระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓  ถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔  รายการการขายสินค้า  รายการตรวจนับสต็อกสินค้าแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓  ถึงสิ้นปี ๒๕๕๕  ผลประกอบการของสาขาพระราม ๒  เปรียบเทียบกับสาขาอื่น  รายละเอียดวันหยุด  วันลาของจำเลยที่ ๑  (ซึ่งเป็นลูกจ้าง)  ในช่วงปี ๒๕๕๓  ถึงปี ๒๕๕๔  บิลที่พิมพ์จากระบบคอมพิวเตอร์ของสาขาพระราม ๒  และรหัสพนักงานที่เปิดบิลขายกับยกเลิกการแลกแต้มตามวันเวลาที่ระบุในรายการสินค้าของโจทก์มานำสืบ  แล้ววินิจฉัยว่าเอกสารดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของโจทก์และไม่เป็นการยากเกินสมควรในการนำแสดงต่อศาลเพื่อยืนยันว่าสินค้าสูญหายตามฟ้องจริงและจำเลยที่ ๑  เป็นผู้เอาสินค้านั้นไป  เอกสารหมาย จ.๕  มีรายละเอียดมากผิดวิสัยที่ใช้ระยะสั้น ๆ ในการตรวจสอบ  พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับคำรับกระทำจริงของจำเลยที่ ๑  จึงไม่น่าเชื่อถือ  การสอบสวนของโจทก์มีลักษณะมุ่งหาผู้รับผิดจากคำรับสารภาพของบุคคลมากกว่าการตรวจสอบข้อมูลอื่นประกอบ  นอกจากคำรับของจำเลยที่ ๑  กับความเห็นของนายอรรถพร  โพธิรัตน์  แล้วไม่ปรากฏหลักฐานที่ยืนยันว่าจำเลยที่ ๑  กระทำผิดตามฟ้อง  อันเป็นการวินิจฉัยจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาประกอบคำฟ้องของโจทก์กับคำให้การของจำเลยทั้งสอง  แล้วชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานมิได้วินิจฉัยจากสภาพจิตใจของจำเลยที่ ๑  เพียงอย่างเดียว  คำพิพากษาศาลแรงงานหาเป็นการวินิจฉัยนอกคำให้การไม่

        -----------------------------------------------------------------------------------------------

 

เมื่อศาลแรงงานมิได้ฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดวินัยของโจทก์ รวมทั้งมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำผิดวินัยละทิ้งหน้าที่ตามประเด็นแห่งคดีหรือไม่  จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๑

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๒๓๑/๒๕๖๐  โจทก์ฟ้องว่า  จำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิดเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม  จำเลยให้การว่า  โจทก์ละทิ้งหน้าที่  ไม่ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย  คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การว่าโจทก์กระทำผิดวินัยละทิ้งหน้าที่หรือไม่  การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสอบสวนทางวินัยของจำเลยแล้ววินิจฉัยว่าการสอบสวนทางวินัยของจำเลยชอบด้วยระเบียบข้อบังคับของจำเลย  และพิพากษายกฟ้องโจทก์  โดยมิได้ฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดวินัยของโจทก์รวมทั้งมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างเพราะโจทก์กระทำผิดวินัยละทิ้งหน้าที่ตามประเด็นแห่งคดีหรือไม่  จึงเป็นคำพิพากษาที่มิได้แสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและมีคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง

              ..................................................................................................

 

กรรมการลูกจ้างเอาเศษเหล็กจำนวนมากของนายจ้างออกไปนอกโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการผิดระเบียบปฏิบัติ  ทั้งเศษเหล็กดังกล่าวมีมูลค่าถึง ๑๒,๐๐๐ บาท  และมีจำนวนมากเกินความจำเป็นที่จะใช้ในการทำงาน กรณีมีเหตุสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างนั้นได้

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๕๒

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๒๘๑/๒๕๖๐  ในการพิจารณาอนุญาตตามคำขอเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างต้องคำนึงว่ากรณีมีเหตุสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างนั้นหรือไม่  ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการพิจารณาว่าการเลิกจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่  การกระทำของผู้คัดค้านที่เอาเศษเหล็กจำนวนมากของผู้ร้องออกไปนอกโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการผิดระเบียบปฏิบัติ  ทั้งเศษเหล็กดังกล่าวมีมูลค่าถึง ๑๒,๐๐๐ บาท  และมีจำนวนมากเกินความจำเป็นที่จะใช้ในการทำงานเป็นฐานของพาเลท  บ่งชี้ถึงเจตนาทุจริตแสวงหาผลประโยชน์อันมิได้โดยชอบ  แม้ผู้คัดค้านจะถูกกักของไว้ที่ประตูทางออกและถูกห้ามจนไม่สามารถนำเศษเหล็กออกไปจากโรงงานได้และต้องนำกลับไปเก็บไว้ที่เดิม  โดยผู้ร้องยังไม่ได้รับความเสียหาย  และตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องจะกำหนดการกระทำที่ถือว่าเป็นการกระทำความผิดวินัยร้ายแรง  ต้องถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับค่าชดเชยไว้ว่าต้องเป็นการทุจริตต่อหน้าที่  หรือจงใจทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายหรือลักทรัพย์ของผู้ร้องก็ตาม  แต่การกระทำของผู้คัดค้านดังกล่าวก็มีลักษณะที่ทำให้ผู้ร้องขาดความเชื่อใจ  ไม่อาจวางใจให้ผู้คัดค้านทำงานเป็นลูกจ้างต่อไปได้  กรณีมีเหตุสมควรที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ตามขอ

              ..................................................................................................

                 

โจทก์มิได้กระทำการดังกล่าวดังที่จำเลยกล่าวอ้าง จำเลยจึงไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างไม่ไว้วางใจโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปและเลิกจ้างโจทก์ได้  เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์  และการเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๕๘๐/๒๕๖๐  เมื่อศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงว่า  โจทก์มิได้ทุจริตเบิกค่าอาหารและค่าน้ำมัน  มิได้เข้าแทรกแซงการจัดซื้อวัตถุดิบของจำเลยเป็นเหตุให้จำเลยซื้อสินค้าในราคาแพงกว่าบริษัทอื่น  หรือกระทำผิดโดยขายสินค้าให้แก่บริษัทต่าง ๆ โดยไม่พิจารณาให้รอบคอบจนทำให้จำเลยได้รับความเสียหายจากการไม่ได้รับชำระหนี้เป็นจำนวนมากหรือก่อให้เกิดหนี้สูญ  และโจทก์มิได้ยักยอกเงินของจำเลย  ทั้งมิได้ขายสินค้าของจำเลยในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนและมิได้ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าโดยไม่พิจารณากลั่นกรองให้รอบคอบ  อันเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์มิได้กระทำการดังกล่าวดังที่จำเลยกล่าวอ้างเช่นนี้  กรณีย่อมไม่อาจฟังข้อเท็จจริงว่าเป็นพฤติกรรมที่โจทก์ทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตดังที่จำเลยอุทธรณ์ได้  ทั้งไม่อาจถือว่าเป็นการกระทำของโจทก์ที่สร้างปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งอุปสรรคในการดำเนินกิจการของจำเลย  อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ธุรกิจของจำเลยอย่างร้ายแรง  จำเลยจึงไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างไม่ไว้วางใจโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปและเลิกจ้างโจทก์ได้  เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า  จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์  และการเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

      -----------------------------------------------------------------------------------------------             

 

สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อจำเลยที่ ๑  เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองแล้ว  โจทก์ทั้งสองทราบดีว่าในขณะยื่นฟ้องคดีจำเลยทั้งหกยังจ้างโจทก์ทั้งสองอยู่  ดังนั้น  ขณะที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีจำเลยทั้งหกจึงยังไม่ได้โต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสอง  โจทก์ทั้งสองจึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหก

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘  มาตรา ๑๒๑  

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘, ๓๑

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๕๘๑-๒๕๘๒/๒๕๖๐ สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อจำเลยที่ ๑  เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองแล้ว  แต่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๗  ก่อนที่จำเลยที่ ๑ จะมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๗  ตามสำเนาหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.๑  และ ล.๒  ซึ่งโจทก์ทั้งสองยอมรับในอุทธรณ์ว่าโจทก์ทั้งสองทราบดีว่าในขณะยื่นฟ้องคดีจำเลยทั้งหกยังจ้างโจทก์ทั้งสองอยู่  ดังนั้น  ขณะที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีจำเลยทั้งหกจึงยังไม่ได้โต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสอง  โจทก์ทั้งสองจึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕  ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ และที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า  โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งหกกระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘  มาตรา ๑๒๑   อันเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมนั้น  เห็นว่า กรณีเช่นนี้โจทก์ทั้งสองจะนำคดีขึ้นสู่ศาลได้ต่อเมื่อดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคสอง  เสียก่อน  กล่าวคือจะต้องยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยทั้งหกผู้ฝ่าฝืนต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีการฝ่าฝืนตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๒๔ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘  ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้ดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีแห่งกฎหมายดังกล่าวแล้ว  โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหกเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรม  ที่ศาลแรงงานมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องมานั้นเป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว

       --------------------------------------------------------------------------------------------

 

คำให้การของจำเลยที่ปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า  จำเลยได้พิจารณาเอกสารครบถ้วนแล้วจึงมีคำสั่ง  จึงเป็นคำให้การที่ปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยแจ้งชัดตามกฎหมาย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๕๘๓/๒๕๖๐ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของจำเลยที่ ๙๔/๒๕๕๖  โดยอ้างว่าการพิจารณาการสูญเสียอวัยวะ  และการสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะของจำเลยผิดพลาดและจำเลยให้การว่า  คำวินิจฉัยที่ ๙๔/๒๕๕๖  ของจำเลยนั้น  จำเลยได้พิจารณาเอกสารทุกฉบับพร้อมทั้งผลการตรวจลานสายตาแล้ว  ดังนั้น  คำให้การของจำเลยที่ปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า  จำเลยได้พิจารณาเอกสารครบถ้วนแล้วจึงมีคำสั่ง  จึงเป็นคำให้การที่ปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยแจ้งชัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง  ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ แล้ว  ส่วนการรักษาของโจทก์จะสิ้นสุดลงเมื่อใด  การพิจารณาตรวจวัดลานสายตาวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๕  ไม่น่าเชื่อถือขาดน้ำหนักทางการแพทย์อย่างไร  ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่จำเลยชอบที่จะนำสืบในชั้นพิจารณาได้

      -----------------------------------------------------------------------------------------------             

 

เมื่อจำเลยทราบวันนัดให้มาศาลแล้ว  แต่จำเลยไม่ได้อ้างเหตุจำเป็นอื่นใดอีกที่ไม่อาจมาศาลได้  ถือว่าไม่ได้มีเหตุจำเป็นที่มาศาลไม่ได้  ไม่มีความจำเป็นต้องไต่สวนคำร้องของจำเลย

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๑

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๖๒๘/๒๕๖๐  คดีนี้ศาลแรงงานกลางพิจารณาคำร้องของจำเลยแล้วมีคำสั่งว่าข้ออ้างของจำเลยตามคำร้องชัดเจนแล้วไม่จำเป็นต้องไต่สวน  เมื่อเจ้าพนักงานได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยตรงตามภูมิลำเนาของจำเลย  ผลทางกฎหมายถือว่ามีการส่งที่ถูกต้องตามกฎหมายและถือว่าจำเลยได้ทราบแล้ว  จำเลยจึงไม่อาจนำเรื่องการปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงานอันเป็นเรื่องการดำเนินการภายในมาอ้างต่อบุคคลภายนอกหรือศาลได้  เมื่อถือว่าจำเลยทราบวันนัดให้มาศาลแล้ว  แต่จำเลยไม่ได้อ้างเหตุจำเป็นอื่นใดอีกที่ไม่อาจมาศาลได้  ถือว่าไม่ได้มีเหตุจำเป็นที่มาศาลไม่ได้  ไม่มีความจำเป็นต้องไต่สวน  ให้ยกคำร้อง  จึงเป็นกรณีที่ศาลแรงงานพิจารณาตามข้ออ้างของจำเลยแล้วว่ากรณีตามคำร้องมิใช่เหตุจำเป็นที่จำเลยไม่อาจมาศาลได้  เนื่องจากจำเลยทราบวันนัดตามกฎหมายแล้ว  และไม่ปรากฏเหตุจำเป็นอื่นใดอีกนอกจากที่ปรากฏในคำร้องจึงยกคำร้องของจำเลย  หาใช่ศาลแรงงานกลางมิได้พิจารณาถึงเหตุแห่งความจำเป็นที่จำเลยไม่ได้มาศาลแล้วยกคำร้องตามที่จำเลยอุทธรณ์ไม่  ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยโดยไม่ไต่สวนจึงชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว

            ..................................................................................................

 

แม้นายจ้างจะได้จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างแล้ว ลูกจ้างก็ยังฟ้องนายจ้างเรียกร้องค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ 

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๖๓๑/๒๕๖๐ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายที่ว่า  ศาลแรงงานภาค ๑ ไม่มีอำนาจพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างเพราะจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์แล้วนั้น  เห็นว่า  ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า  เป็นกรณีจ่ายด้วยเหตุเลิกจ้างโดยโจทก์มิได้กระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๑๑๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑  และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า  โดยไม่คำนึงถึงเหตุลำจ้างว่าเป็นธรรมหรือไม่  ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ แต่ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นกรณีจ่ายสืบเนื่องมาจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙  เป็นคนละกรณีกันและไม่ซ้ำซ้อน  หาใช่เป็นดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่

        -----------------------------------------------------------------------------------------------            

เมื่อศาลแรงงานมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องมารับเงินหรือผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับเงินเอง  อันจะถือว่าผู้ร้องทราบ  ตนมีสิทธิรับเงินดังกล่าวแล้ว  ระยะเวลาที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิในบรรดาเงินต่าง ๆ  ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลที่จะต้องเรียกเอาภายใน ๕ ปี  มิฉะนั้นให้ตกเป็นของแผ่นดินจึงยังไม่เริ่มนับ           

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๖๓๕/๒๕๖๐  นับแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๗  ที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการส่งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว  คงเหลือ ๕๘๕,๒๘๕ บาท  ให้ศาลแรงงานกลาง  ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า  “รับไว้ฝากธนาคาร”  ตามหนังสือฉบับลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๗  เท่านั้น  โดยไม่ปรากฏศาลแรงงานได้แจ้งให้ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน)  เจ้าหนี้จำนองมารับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าว  หลังจากนั้นผู้ร้องก็มายื่นคำร้องเพื่อขอเข้าสวมสิทธิของธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน)  ตามคำร้องฉลับลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๘ โดยไม่มีระบุข้อความว่าขอรับเงินดังกล่าวด้วย  หากศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าสวมสิทธิ  และภายหลังศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต  เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๔๘  แล้ว  ก็ไม่ปรากฏศาลแรงงานกลางมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องมารับเงินหรือผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับเงินเอง  อันจะถือว่าผู้ร้องทราบ  ตนมีสิทธิรับเงินดังกล่าวแล้ว  ระยะเวลาที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิในบรรดาเงินต่าง ๆ  ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลที่จะต้องเรียกเอาภายใน ๕ ปี  มิฉะนั้นให้ตกเป็นของแผ่นดินจึงยังไม่เริ่มนับ  ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับเงินวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๔๘  ศาลแรงงานกลางจึงต้องจ่ายคืนให้  อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น  พิพากษากลับ  ให้คืนเงิน  ๕๘๕,๒๘๕  บาท  แก่ผู้ร้อง

 

 

โจทก์ปลอมรายละเอียดการจ่ายเงินเดือน และทะเบียนการจ่ายเงินเดือนเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม ๒๕๔๗  ของตน  และปลอมลายมือชื่อหัวหน้ากองบริหารงานเขตการเดินรถ  รับรองรายงานการจ่ายเงินเดือนพนักงาน  แล้วนำตรายางที่มีชื่อและตำแหน่งหัวหน้ากองบริหารงานเขตการเดินรถมาประทับด้วยตนเอง  แล้วนำหลักฐานปลอมดังกล่าวไปยื่นขอกู้เงินจากธนาคาร เป็นการแสวงหาประโยชน์  หากธนาคารหลงเชื่อยอมให้โจทก์กู้เงินไป  ซึ่งจำนวนเงินที่ขอกู้  ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท  ย่อมจะเกิดปัญหาในเรื่องการหักเงินเดือนชำระหนี้ตามมาอย่างแน่นอน  และกระทบต่อความน่าเชื่อถือระหว่างจำเลยกับธนาคารและสถาบันการเงินอื่นด้วย เป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรง   

ข้อบังคับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ฉบับที่ ๕๖

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๗๘๓/๒๕๖๐  โจทก์มีหน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการเงินและบัญชีของจำเลย  ย่อมจะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นองค์ประกอบสำคัญ  เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ปลอมรายละเอียดการจ่ายเงินเดือนเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม ๒๕๔๗  และทะเบียนการจ่ายเงินเดือนเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม ๒๕๔๗  ของตน  และปลอมลายมือชื่อหัวหน้ากองบริหารงานเขตการเดินรถที่ ๑  รับรองรายงานการจ่ายเงินเดือนพนักงาน  แล้วนำตรายางที่มีชื่อและตำแหน่งหัวหน้ากองบริหารงานเขตการเดินรถที่ ๑  มาประทับด้วยตนเอง  แล้วนำหลักฐานปลอมดังกล่าวไปยื่นขอกู้เงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์  ตามคำขอกู้เงินและเอกสารประกอบเอกสารหมาย จ.๗  ซึ่งรายงานการจ่ายเงินเดือนพนักงานที่แท้จริงปรากฏตามเอกสารหมาย ล.๘  และ ล.๙  โดยในรายการจ่ายเงินเดือนพนักงานเดือนตุลาคมปลอมระบุว่าโจทก์ได้รับเงินสุทธิ  ๒๔,๒๕๙  บาท  แต่ฉบับจริงระบุว่าโจทก์ได้รับเงินสุทธิจ่ายเงิน  ๑,๖๑๓  บาท  เป็นการแสวงหาประโยชน์ของโจทก์  หากธนาคารหลงเชื่อยอมให้โจทก์กู้เงินไป  ซึ่งโจทก์ระบุจำนวนเงินที่ขอกู้  ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท  ย่อมจะเกิดปัญหาในเรื่องการหักเงินเดือนชำระหนี้ตามมาอย่างแน่นอน  และกระทบต่อความน่าเชื่อถือระหว่างจำเลยกับธนาคารอาคารสงเคราะห์และสถาบันการเงินอื่นด้วย  ที่โจทก์อ้างว่าบุตรโจทก์สามารถช่วยผ่อนชำระหนี้ได้ก็เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งบุตรโจทก์ก็เป็นบุคคลภายนอกไม่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับเงินเดือนและการหักเงินเดือนชำระหนี้ของโจทก์ได้  ที่โจทก์อ้างว่ามีพนักงานผู้อื่นประพฤติเช่นเดียวกับโจทก์  แต่ถูกลงโทษเพียงภาคทัณฑ์นั้น  ศาลแรงงานได้รับฟังข้อเท็จจริงแล้วว่าเป็นคนละกรณีแตกต่างจากกรณีของโจทก์  จึงไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้  การกระทำของโจทก์จึงเป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ฉบับที่ ๕๖ ว่าด้วยวินัย การสอบสวน การลงโทษ  และการอุทธรณ์การลงโทษของพนักงาน พ.ศ. ๒๕๒๔ ข้อ ๔.๑๑ และข้อ ๔.๑๓  ที่จำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจึงเป็นการถูกต้องและเหมาะสมแล้ว

       -----------------------------------------------------------------------------------------------

 

ค่าตอบแทนการขายเป็นค่าจ้างตามกฎหมาย ผิดนัดไม่ชำระเสียดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕, ๙ วรรคหนึ่ง 

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๙๔๘-๒๙๔๙/๒๕๖๐  เมื่อค่าตอบแทนการขายตามการกำหนดอัตราค่าตอบแทนการขาย และระเบียบเรื่องการจ่ายค่ามอมมิสชั่น เป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เป็นค่าตอบแทนในการทำงานโดยคำนวณตามผลงานที่โจทก์ทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน  เงินค่าตอบแทนการขายจึงเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕  เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระ  จึงต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ ๑๕ ต่อปี  ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง

              ..................................................................................................

 

โจทก์ได้รับทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานในวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๔ หากไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว  โจทก์จะต้องนำคดีไปสู่ศาลภายใน ๓๐ วันนับแต่วันทราบคำสั่ง  โดยต้องเริ่มนับระยะเวลาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๔ เป็นต้นไป และจะครบกำหนด ๓๐ วัน  ในวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔  โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานต่อศาลแรงงานภายในวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔  มิใช่วันหยุดราชการ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔  จึงเป็นการที่โจทก์ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายใน ๓๐ วันนับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๕ 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) , ๒๔๖ 

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๓๐๔๔/๒๕๖๐  พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๕  เป็นกฎหมายที่มีความมุ่งหมายคุ้มครองการใช้แรงงานอย่างเป็นธรรมและมีบทบัญญัติในการคุ้มครองแรงงานไว้โดยเฉพาะก็ตาม  แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวก็มิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีการนับระยะเวลาไว้เป็นพิเศษแต่อย่างใด  ดังนั้นการนับระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑  จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๑ ลักษณะ ๕ เรื่องระยะเวลาอันเป็นบทบัญญัติทั่วไป  โดยมาตรา ๑๙๓/๓ วรรคสอง  บัญญัติว่า  “ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวัน สัปดาห์  เดือนหรือปีมิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน  เว้นแต่จะเริ่มการในวันนั้นเองตั้งแต่เวลาที่ถือได้ว่าเป็นเวลาเริ่มต้นทำการงานกันตามประเพณี”  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  จำเลยมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน  สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการที่ ๑๒/๒๕๕๔  ตามเอกสารหมาย ล.๘  และโจทก์ได้รับทราบคำสั่งของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานในวันเสาร์ที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๔  ตามเอกสารหมาย จ.๙  ถ้าโจทก์ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว  โจทก์จะต้องนำคดีไปสู่ศาลภายใน ๓๐ วัน  นับแต่วันทราบคำสั่ง  โดยต้องเริ่มนับระยะเวลาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๔ เป็นต้นไป  ตามนัยบทบัญญัติมาตรา ๑๙๓/๓  วรรคสอง  ดังกล่าว  และจะครบกำหนด ๓๐ วัน  ในวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔  โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานต่อศาลแรงงานภายในวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔  มิใช่วันหยุดราชการการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔  จึงเป็นการที่โจทก์ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายใน ๓๐ วัน  นับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน  ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า  วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๔  เป็นวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดทำการตามประกาศเป็นทางการ  ดังนั้นให้นับวันที่เริ่มทำงานใหม่  คือวันจันทร์ที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๔  เป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา  เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔  กรณีจึงเป็นการยื่นคำฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้วนั้น  ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย  ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์  ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) , ๒๔๖  ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑  เมื่อได้ความดังนี้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป  ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น  ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

        -----------------------------------------------------------------------------------------------

 

เมื่อโจทก์มีตำแหน่งเป็นถึงผู้อำนวยการแผนกเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่ปิดกั้นการใช้อีเมลแอดเดรสของผู้บริหารของจำเลยถึงสามคน ส่งผลกระทบกระเทือนต่อกิจการและทำให้จำเลยได้รับความเสียหายได้ ถือเป็นการจงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย และเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต  การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ 

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๒)

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๓๐๔๕/๒๕๖๐  จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรม  ขณะเกิดเหตุเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๔  จำเลยมีกรรมการ ๒ คน  คือนายสตีเวน  โดยกรรมการคนหนึ่งลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญแล้วมีผลผูกพันจำเลยและมีนางจันทรา  ตำแหน่งรองผู้อำนวยการ  นางสาวนุชรี ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบัญชี  และนายจอร์ช  ตำแหน่งกรรมการฝ่ายขายและการตลาด  ซึ่งทั้งสามคนเป็นผู้บริหารของจำเลยมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการกิจการโรงแรมของจำเลย  การที่โจทก์ทำการปิดกั้นการเข้าใช้อีเมลแอดเดรสของนางจันทรา  นางสาวนุชรีและนายจอร์ช  แม้โจทก์จะอ้างว่ากระทำตามคำสั่งของนายสตีเวนกรรมการอีกคนของจำเลยก็ตาม  แต่เมื่อโจทก์มีตำแหน่งเป็นถึงผู้อำนวยการแผนกเทคโนโลยีสารสนเทศทำหน้าที่ควบคุมดูแลด้านการสื่อสารและการจัดระบบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของลูกค้าที่มาใช้บริการของฝ่ายการตลาด  โจทก์ย่อมทราบถึงถึงความสำคัญและความจำเป็นในการใช้อีเมลแอดเดรสติดต่อสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กรของจำเลยเป็นอย่างดี  และย่อมคาดหมายถึงผลการกระทำของตนได้อย่างชัดเจนว่าการปิดกั้นการใช้อีเมลแอดเดรสของผู้บริหารทั้งสามคนดังกล่าวจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อกิจการของจำเลยและทำให้จำเลยได้รับความเสียหายได้  การกระทำของโจทก์ดังกล่าวถือเป็นการจงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย  ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๒)  และเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓  ทั้งการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม  ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙  โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย  สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากจำเลย

              ..................................................................................................

 

ข้อจำกัดห้ามการประกอบอาชีพอันเป็นการแข่งขันกับกิจการของโจทก์ซึ่งเป็นธุรกิจประเภทผลิตและจำหน่ายเครื่องสุขภัณฑ์  มิได้เป็นการห้ามประกอบอาชีพอันเป็นการปิดทางทำมาหาได้ของจำเลยอย่างเด็ดขาด ทั้งข้อห้ามมีผลเพียง ๒ ปี เท่านั้น ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  มีผลใช้บังคับได้  ไม่เป็นโมฆะ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐, ๕๗๕

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๓๐๔๖/๒๕๖๐  ข้อจำกัดห้ามการประกอบอาชีพอันเป็นการแข่งขันกับกิจการของโจทก์ซึ่งเป็นธุรกิจประเภทผลิตและจำหน่ายเครื่องสุขภัณฑ์  มิได้เป็นการห้ามประกอบอาชีพอันเป็นการปิดทางทำมาหาได้ของจำเลยที่ ๑๐  อย่างเด็ดขาด  จำเลยที่ ๑๐  สามารถที่จะประกอบอาชีพหรือทำงานในบริษัทประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายสินค้าหรือบริการอื่น ๆ  ที่อยู่นอกเหนือข้อตกลงนี้ได้  ทั้งข้อห้ามมีผลเพียง ๒ ปี เท่านั้น  จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีที่เป็นไปโดยชอบในเชิงของการประกอบธุรกิจ  ไม่เป็นการปิดการทำมาหาได้ของฝ่ายใดโดยเด็ดขาดจนไม่อาจดำรงอยู่ได้  ข้อตกลงดังกล่าวนี้จึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  มีผลใช้บังคับได้  ไม่เป็นโมฆะ และเมื่อจำเลยที่ ๑๐  สมัครใจผูกพันตามสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวซึ่งมีกำหนดระยะเวลาการจ้างระหว่างวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๕๕  ถึงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๕  เมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงานย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ผู้เป็นนายจ้างที่จะต่อสัญญาจ้างแรงงานกับจำเลยที่ ๑๐ หรือไม่  สัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้วมิใช่สัญญาที่ไม่เป็นธรรม  เมื่อปรากฏว่าหลังจากสิ้นสุดสัญญาแล้วในระยะเวลา ๒ ปี  จำเลยที่ ๑๐  ไปทำงานกับบริษัทอเมริกันฯ จำกัด  ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้ากับโจทก์ซึ่งอยู่ภายในกำหนดเวลาห้ามดังกล่าว  จำเลยที่ ๑๐  เป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องรับผิดต่อโจทก์  ที่ศาลแรงงานภาค ๑  วินิจฉัยว่าสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑๐  เป็นธรรมแล้ว  และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  และพิพากษาให้จำเลยที่ ๑๐  ชดใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญา  ๑  เท่าของค่าจ้างเดือนสุดท้าย  และให้จำเลยที่ ๑๑  ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑๐  ด้วยนั้นชอบแล้ว

            ..................................................................................................

 

เงินค่าบริการหรือ SERVICE CHARGE มิใช่ค่าจ้างตามกฎหมาย

พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๕ 

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๓๐๔๗/๒๕๖๐  เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาได้ความว่า   โจทก์ไม่ได้นำเงินค่าบริการหรือ SERVICE CHARGE ลงบันทึกทางบัญชีเป็นรายรับหรือรายจ่ายของโจทก์  โจทก์เพียงแต่เก็บรวบรวมสรุปยอดจำนวนเงินแต่ละเดือนแล้วนำมาเฉลี่ยแบ่งจ่ายให้ลูกจ้างของโจทก์เท่านั้น  โดยเงินค่าบริการหรือ SERVICE CHARGE ที่ลูกจ้างได้รับไม่เท่ากันทุกเดือน  ขึ้นอยู่กับว่ามีลูกค้าที่จ่ายเงินค่าบริการหรือ SERVICE CHARGE มาใช้บริการกิจการของโจทก์มากน้อยเพียงใดเป็นสำคัญ  โจทก์ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับเงินค่าบริการหรือ SERVICE CHARGE และโจทก์ไม่ได้นำรายการเงินค่าบริการหรือ SERVICE CHARGE ลงบันทึกทางบัญชีเป็นรายรับหรือรายจ่ายของโจทก์  ดังนี้ เห็นว่า เงินค่าบริการหรือ SERVICE CHARGE มิใช่เงินของโจทก์ในฐานะนายจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ  เงินค่าบริการหรือ SERVICE CHARGE ตามฟ้องจึงมิใช่ค่าจ้างตามความหมายของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๕  โจทก์จึงไม่ต้องนำเงินค่าบริการหรือ SERVICE CHARGE มารวมเป็นฐานคำนวณเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามคำสั่งของจำเลยที่ ๑  และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ ๔๖๔/๒๕๕๕  ของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๑๕

 

 

การคำนวณเงินสงเคราะห์กรณีตายขณะที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๙ ต้องใช้จำนวนเงินเดือนละ ๔,๘๐๐ บาท  เป็นฐานในการคำนวณจ่ายเงินสงเคราะห์

พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๓๓, ๓๙, ๔๒, ๕๗

กฎกระทรวงฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๓๘)  ออกตามความในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ข้อ ๑

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๓๐๔๘/๒๕๖๐  แม้พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๔๒  บัญญัติว่า  เพื่อก่อสิทธิแก่ผู้ประกันตนในการขอรับประโยชน์ทดแทนตามบทบัญญัติลักษณะ ๓  ให้นับระยะเวลาประกันตนตามมาตรา ๓๓ และหรือมาตรา ๓๙ ทุกช่วงเข้าด้วยกัน  ซึ่งมีผลให้นับระยะเวลาที่นางสาวบุษบาเป็นผู้ประกันตนและส่งเงินสมทบตามมาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๙ ต่อเนื่องกันได้เกิน ๑๐ ปี  โจทก์ซึ่งนางสาวบุษบาผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์  จึงมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับร้อยละ ๕๐  ของค่าจ้างรายเดือนที่คำนวณได้ตามมาตรา ๕๗ คูณด้วย ๑๐ ตามมาตรา ๗๓ (๒) (ข)  แต่เมื่อฐานค่าจ้างรายเดือนต้องเป็นไปตามมาตรา ๕๗ วรรคสอง  ที่กำหนดให้คำนวณโดยเฉลี่ยจากจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบตามมาตรา ๓๙ วรรคสอง  ซึ่งตามมาตรา ๓๙ วรรคสอง  กำหนดให้จำนวนเงินที่ใช้เป็นการคำนวณเงินสมทบที่ผู้ประกันตนต้องส่งเข้ากองทุนประกันสังคมให้เป็นไปตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงและกฎกระทรวงฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๓๘)  ออกตามความในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ข้อ ๑ กำหนดว่า  จำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคิดคำนวณเงินสมทบที่ผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง  ต้องส่งเข้ากองทุนตามมาตรา ๔๖ วรรคสอง  ให้กำหนดเป็นจำนวนเดือนละ ๔,๘๐๐ บาท  เมื่อพิจารณาจากบทกฎหมายดังกล่าวแล้วได้กำหนดให้การคำนวณเงินสงเคราะห์กรณีตายขณะที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๙ ดังเช่นกรณีนางสาวบุษบา  ต้องใช้จำนวนเงินเดือนละ ๔,๘๐๐ บาท  เป็นฐานในการคำนวณจ่ายเงินสงเคราะห์  ดังนั้น  จำเลยต้องจ่ายเงินสงเคราะห์เท่ากับร้อยละ ๕๐ ของ ๔,๘๐๐ บาท  คูณ ๑๐ เป็นเงิน ๒๔,๐๐๐ บาท  แก่โจทก์  เมื่อจำเลยจ่ายเงินสงเคราะห์จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว  โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินสงเคราะห์เพิ่มเติมอีก

            ..................................................................................................

 

ระเบียบการท่องเที่ยวบริษัทฯ ทำขึ้นมิให้พนักงานกระทำผิดกฎหมายและทะเลาะวิวาทในระหว่างท่องเที่ยวประจำปีอันเป็นสวัสดิการที่จำเลยจัดให้พนักงาน  แต่โจทก์ก็มิได้พยายามหลีกเลี่ยงเหตุทะเลาะวิวาททั้งที่จำเลยออกประกาศดังกล่าวมากำชับแล้ว  อันทำให้จำเลยเสียหายในด้านการบริหารจัดการและเสียภาพลักษณ์  การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรแล้ว  มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ 

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ 

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๓๒๔๗/๒๕๖๐  เหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายระหว่างโจทก์กับนายชนะชัยสืบเนื่องมาจากนายชนะชัยไปยั่วยุหรือท้ายโจทก์โดยโจทก์มิได้เป็นผู้เริ่มก่อน  แม้โจทก์จะพูดก่อนถูกนายชนะชัยใช้แก้วเหล้าฟาดที่ใบหน้าว่า  “เดี๋ยวมึงมาเจอกูข้างนอก”  อันมีลักษณะในเชิงท้ายทายก็ตาม  แต่คำพูดดังกล่าวก็มีความหมายอยู่ในตัวว่าโจทก์ไม่ต้องการมีเรื่องในห้องจัดเลี้ยงในขณะนั้น  หากนายชนะชัยประสงค์จะมีเรื่องกับโจทก์ก็ขอให้ออกไปนอกห้องจัดเลี้ยงเช่นนี้ถ้านายชนะชัยไม่ด่วนทำร้ายโจทก์ก่อนก็จะไม่เกิดเหตุทะเลาะกันในห้องจัดเลี้ยง  จึงเห็นได้ว่าฝ่ายนายชนะชัยเป็นผู้ก่อการทะเลาะวิวาทและใช้กำลังทำร้ายโจทก์ก่อน  แม้จำเลยจะอ้างว่าเหตุทะเลาะวิวาททำให้จำเลยเสียหายต้องยุติงานเลี้ยงก่อนกำหนดและภาพลักษณะของจำเลยเสียหายก็ตาม  แต่เมื่อคำนึงถึงสัดส่วนที่โจทก์กระทำผิดกับความเสียหายของจำเลยที่เกิดขึ้นแล้วยังไม่อาจถือว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง  เมื่อโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย  หมวดที่ ๘ วินัยและการลงโทษ  ข้อ ๑.๙ (๑) และ (๔)  แม้จะไม่เป็นความผิดกรณีร้ายแรงดังวินิจฉัยในตอนต้นก็ตาม  แต่การที่จำเลยจัดท่องเที่ยวประจำปีเพื่อประสงค์ให้พนักงานพักผ่อนหย่อนใจและผ่อนคลายจากการทำงานเพื่อสร้างความสัมพันธ์และความสามัคคีระหว่างพนักงานด้วยกัน  โดยจำเลยออกประกาศของจำเลยฉบับที่ ๐๒๕/๒๕๕๖  เรื้อง  ระเบียบการท่องเที่ยวบริษัทฯ ลงวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๖  ทำขึ้นมิให้พนักงานกระทำผิดกฎหมายและทะเลาะวิวาทในระหว่างท่องเที่ยวประจำปีอันเป็นสวัสดิการที่จำเลยจัดให้พนักงาน  แต่โจทก์ก็มิได้พยายามหลีกเลี่ยงเหตุทะเลาะวิวาททั้งที่จำเลยออกประกาศดังกล่าวมากำชับแล้ว  อันทำให้จำเลยเสียหายในด้านการบริหารจัดการและเสียภาพลักษณ์  การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรแล้ว  มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม  เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค ๒  รับฟังมาพอแก่การวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวเพื่อความรวดเร็วศาลฎีกา  จึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว  สำหรับค่าชดเชยเมื่อโจทก์มิได้ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง  โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชย  โจทก์เข้าทำงานเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๒  ถูกเลิกจ้างเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๖  โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบสามปีแต่ไม่ครบหกปี  จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันที  โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๑๔,๐๐๐ บาท  คิดเป็นเงินค่าชดเชย ๘๔,๐๐๐ บาท  เมื่อจำเลยไม่จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันเลิกจ้างแต่โจทก์เรียกดอกเบี้ยมานับแต่วันฟ้องจึงเห็นสมควรให้ตามขอ  ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น  เมื่อโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยจึงได้เชื่อว่าโจทก์กระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓  จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

 

 

เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง จำเลยทราบคำสั่งแล้วไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวัน  คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุด  จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานให้โจทก์ภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบคำสั่ง  และไม่มีสิทธิยกข้อต่อสู้ตามคำให้การหรือนำพยานเข้าสืบต่อศาลเพื่อโต้แย้งข้อเท็จจริงและคำสั่งในชั้นพนักงานตรวจแรงงานซึ่งยุติไปแล้วได้อีก

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๔, ๑๒๕ 

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๓๒๔๙/๒๕๖๐  เมื่อศาลแรงงานภาค ๕  ฟังข้อเท็จจริงว่า  พนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่  มีคำสั่งที่ ๐๓/๒๕๕๗  ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์  ในวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๗  ให้จำเลยทราบคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๗  แล้วไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวัน  คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามมาตรา ๑๒๕ วรรคสอง  จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานให้โจทก์ภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบคำสั่งตามมาตรา ๑๒๔ วรรคสาม  โดยไม่มีสิทธิยกข้อต่อสู้ตามคำให้การหรือนำพยานเข้าสืบต่อศาลเพื่อโต้แย้งข้อเท็จจริงและคำสั่งในชั้นพนักงานตรวจแรงงานซึ่งยุติไปแล้วได้อีก  การที่ศาลแรงงานภาค ๕ เห็นว่า  จำเลยไม่ได้นำคดีสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน  จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานพร้อมดอกเบี้ยจึงชอบแล้ว

 

 

โจทก์เคยเป็นกรรมการของบริษัทเอส. และมาทำงานกับจำเลยโดยปกปิดความสัมพันธ์ของโจทก์กับบริษัทดังกล่าว โจทก์ควรต้องแจ้งข้อมูลดังกล่าวให้แก่จำเลย  แต่โจทก์หาได้กระทำไม่  เหตุดังกล่าวย่อมทำให้จำเลยไม่มีความเชื่อถือไว้วางใจโจทก์ในฐานะลูกจ้างให้ทำงานต่อไปได้  การกระทำของโจทก์จึงเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต

ค่าเช่าบ้าน (เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท) และค่าโทรศัพท์ (เดือนละ ๒,๕๐๐ บาท) มิใช่ค่าจ้างตามกฎหมาย 

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕, ๑๑๙ (๔) 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ 

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง, ๔๙

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๓๒๕๑/๒๕๖๐  แม้คดีนี้จำเลยจะมอบคู่มือพนักงานฉบับภาษาอังกฤษให้แก่โจทก์  แต่จำเลยก็มีคู่มือพนักงานฉบับภาษาไทย  ซึ่งมอบให้แก่ลูกจ้างของจำเลยทุกรายอื่น  ดังนั้น  คู่มือพนักงานดังกล่าวจึงเป็นเอกสารที่ทำขึ้นไว้หลายภาษาโดยมีภาษาไทยด้วย  เมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง  ให้อำนาจศาลแรงงานไว้โดยเฉพาะที่จะรับฟังพยานหลักฐานใด ๆ ที่เห็นว่า  จะทำให้ได้ความชัดแจ้งในข้อเท็จจริงแห่งคดี  เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแก่คู่ความ  การที่โจทก์อ้างส่งคู่มือพนักงานฉบับภาษาไทยต่อศาลแรงงานภาค ๘  และศาลแรงงานภาค ๘  ใช้ดุลพินิจรับฟังเอกสารดังกล่าว  นับเป็นอำนาจของศาลแรงงานภาค ๘  ตามบทบัญญัติดังกล่าว  การรับฟังเอกสารของศาลแรงงานภาค ๘  จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว  เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๖  โจทก์เป็นกรรมการบริษัทเอสเซนเชี่ยล ทราเวล (ไทยแลนด์) จำกัด  ต่อมาวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ขอลาออกจากการเป็นกรรมการ  ซึ่งเป็นเหตุการณ์ก่อนวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕  ซึ่งจำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงาน  แต่เมื่อการกำหนดอัตราค่าห้องพักและการชำระเงินค่าห้องพักของโรงแรมจำเลย  โจทก์ไม่ใช่ผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวเด็ดขาด แต่ต้องประชุมร่วมกับกรรมการผู้มีอำนาจคนอื่นของจำเลย  และเมื่อโจทก์ทำสัญญาดังกล่าวครั้งแรกในวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๕  ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ขอแก้ไขหรือยกเลิกสัญญาดังกล่าว  ทั้งศาลแรงงานภาค ๘  ฟังข้อเท็จจริงว่า  ความเสียหายที่จำเลยกล่าวอ้างก็ไม่ชัดแจ้ง  ดังนั้น  การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนโดยมิชอบเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน  หรือมีผลประโยชน์ขัดกัน  และไม่เป็นการกระทำผิดวินัยตามคู่มือพนักงานของจำเลย  เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔)  แต่การที่โจทก์เคยเป็นกรรมการของบริษัทเอสเซนเชี่ยล ทราเวล (ไทยแลนด์) จำกัด  และมาทำงานกับจำเลยโดยปกปิดความสัมพันธ์ของโจทก์กับบริษัทดังกล่าว  ทั้งขณะเกิดเหตุคดีนี้  โจทก์ได้ถือหุ้นทั้งหมด ๑๔,๐๐๐ หุ้น  จากจำนวนหุ้นทั้งหมด  ๓๐,๐๐๐ หุ้นของบริษัทเอสเซนเชี่ยล ทราเวล (ไทยแลนด์) จำกัด  ซึ่งเป็นจำนวนที่มีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจของโจทก์ที่จะดำเนินการใด ๆ อันอาจเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทดังกล่าวได้  ซึ่งโจทก์ควรต้องแจ้งข้อมูลดังกล่าวให้แก่จำเลย  แต่โจทก์หาได้กระทำไม่  เหตุดังกล่าวย่อมทำให้จำเลยไม่มีความเชื่อถือไว้วางใจโจทก์ในฐานะลูกจ้างให้ทำงานต่อไปได้  การกระทำของโจทก์จึงเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓  เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า  และจำเลยมีเหตุอันสมควรเลิกจ้างโจทก์  การเลิกจ้างไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙  จำเลยมีวัตถุประสงค์ในการจ่ายค่าเช่าบ้าน (เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท)  เพื่อช่วยเหลือโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างชาวต่างชาติในด้านที่อยู่อาศัย  เงินค่าเช่าบ้านดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเงินช่วยเหลือโจทก์หรือเป็นสวัสดิการ  มิใช่ค่าจ้างตามบทนิยามในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงาน พ.ศ. ๒๕๔๑  ส่วนค่าโทรศัพท์ (เดือนละ ๒,๕๐๐ บาท)นั้น  จำเลยมีวัตถุประสงค์ในการจ่ายเพื่อช่วยเหลือโจทก์  และโจทก์ต้องมีใบเสร็จรับเงินในการจ่ายค่าโทรศัพท์แก่ผู้ประกอบการสื่อสารโทรศัพท์เคลื่อนที่มาแสดงต่อจำเลย  จึงเป็นการจ่ายเพื่อช่วยเหลือค่าโทรศัพท์ตามความเป็นจริง  ค่าโทรศัพท์จึงเป็นสวัสดิการ  มิใช่ค่าจ้างเช่นกัน

              ..................................................................................................

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระบุ เรื่องการจ่ายเงินโบนัสไว้ว่า  “พนักงานประจำที่พ้นสภาพการเป็นพนักงานของบริษัทก่อนวันที่ ๓๑ ธันวาคมของปีใดจะไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสของปีนั้น  ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน”  เมื่อโจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕  ก่อนวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕  โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัส

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๑๐๘

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕  

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๓๒๗๒/๒๕๖๐  ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน บทที่ ๖ เรื่องการจ่ายเงินโบนัสระบุไว้ว่า  “พนักงานประจำที่พ้นสภาพการเป็นพนักงานของบริษัทก่อนวันที่ ๓๑ ธันวาคมของปีใดจะไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสของปีนั้น  ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน”  เมื่อโจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕  ก่อนวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕  โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ก่อนวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕  โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสของปี ๒๕๕๕  ตามข้อบังคับดังกล่าว  ส่วนเงื่อนไขตามสัญญาซื้อขายกิจการระหว่างจำเลยกับบริษัทเนสท์เล่ (ประเทศไทย) จำกัด ว่า  จะให้สิทธิของพนักงานทุกคนตามเดิมมีกำหนด ๒ ปี นั้น  เป็นกรณีที่ลูกจ้างของจำเลยต้องโอนย้ายไปทำงานกับบริษัทเนสท์เล่ (ประเทศไทย) จำกัด  ตามข้อตกลงดังกล่าว  เมื่อโจทก์ไม่ยอมโอนย้ายแม้โจทก์จะไปทำงานชั่วคราวในบริษัทเนสท์เล่ (ประเทศไทย) จำกัด  นับตั้งแต่หลังจากวันถูกจำเลยเลิกจ้างก็ตาม  กรณีไม่เข้าเงื่อนไขตามข้อบังคับของจำเลยที่จะต้องจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์

 

 

เมื่อสัญญาค้ำประกันมีหลักฐานเป็นหนังสือแล้ว หากหลักฐานนั้นสูญหาย  คู่สัญญาย่อมนำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๐ วรรคท้าย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๓ (๒) 

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑

 

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๓๒๗๓/๒๕๖๐  แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๐ วรรคท้าย  จะกำหนดว่า  สัญญาค้ำประกันถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือขื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ  ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ก็ตาม แต่ก็หมายถึงเฉพาะสัญญาค้ำประกันที่ไม่เคยมีหลักฐานะเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งเลย  เมื่อสัญญาค้ำประกันมีหลักฐานเป็นหนังสือแล้วหากหลักฐานนั้นสูญหาย  คู่สัญญาย่อมนำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๓ (๒)  ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑

              ..................................................................................................

 

การที่ศาลแรงงานวินิจฉัยเพียงว่า  การที่จำเลยและบริษัทเอ จำกัด  มีนายจักรินเป็นผู้มีอำนาจในการบริหาร  หากมีการย้ายหรือควบรวมกิจการ  โจทก์ยังเป็นลูกจ้างของนายจักรินเช่นเดิม  จำเลยไม่ได้ควบหรือรวมกิจการกับบริษัทใหม่  โดยไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยโอนย้ายงานโจทก์ไปทำงานให้แก่นายจ้างใหม่โดยโจทก์ไม่ยินยอมหรือไม่  และเป็นการเลิกจ้างโจทก์หรือโจทก์ออกจากงานไปเอง  จึงไม่เป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี  อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๑๔

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๑ 

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๓๕๐๑/๒๕๖๐  ตามฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยแจ้งให้โจทก์เตรียมโอนย้ายไปทำงานกับบริษัทเอ จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างใหม่  ต่อมาบริษัทดังกล่าวแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการทั่วไป  โดยโจทก์ไม่ยินยอมหรือสมัครใจ  จึงทำหนังสือแจ้งต่อจำเลยว่าไม่ประสงค์โอนย้ายไปทำงานให้แก่บริษัทดังกล่าว  ซึ่งจำเลยให้การว่า  จำเลยไม่ได้ขายกิจการ โอนย้ายกิจการ  หรือควบรวมกิจการกับบริษัทเอ จำกัด และจำเลยไม่ได้โอนย้ายงานโจทก์  ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า  จำเลยโอนย้ายสิทธิของตนให้แก่บริษัทเอ จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยโจทก์ไม่ยินยอมพร้อมใจหรือไม่  การที่ศาลแรงงานภาค ๔  วินิจฉัยเพียงว่า  การที่จำเลยและบริษัทเอ จำกัด  มีนายจักรินเป็นผู้มีอำนาจในการบริหาร  หากมีการย้ายหรือควบรวมกิจการ  โจทก์ยังเป็นลูกจ้างของนายจักรินเช่นเดิม  จำเลยไม่ได้ควบหรือรวมกิจการกับบริษัทใหม่  โดยไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยโอนย้ายงานโจทก์ไปทำงานให้แก่นายจ้างใหม่โดยโจทก์ไม่ยินยอมหรือไม่  และเป็นการเลิกจ้างโจทก์หรือโจทก์ออกจากงานไปเอง  จึงไม่เป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี  อันเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง  ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค ๔  ต้องรับฟังมา  ศาลฎีกาไม่อาจจะกระทำได้ในปัญหานี้  จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค ๔  รับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเสียก่อนแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

              ...............................................................................................

 

โจทก์และนางจันทร์ดีทะเลาะวิวาทและทำร้ายกันในบริเวณโรงงานของนายจ้าง จำเลยจึงมีเหตุอันสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์  ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๑

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๓๖๐๖/๒๕๖๐  โจทก์และนางจันทร์ดีทะเลาวิวาทและทำร้ายกันในบริเวณโรงงานของจำเลยที่ ๒  จนพนักงานสอบสวนมีความเห็นและเปรียบเทียบปรับ  และจำเลยที่ ๒  มีกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ห้ามลูกจ้างทะเลาะวิวาทหรือทำร้ายร่างกายบุคคลใดบริเวณที่ทำงานหรือโรงงาน  หากฝ่าฝืนถือเป็นความผิดร้ายแรง  ดังนั้น  การกระทำของโจทก์ดังกล่าวย่อมเป็นการขัดคำสั่งของนายจ้างไม่เคารพยำเกรงต่อผู้บังคับบัญชา  ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง  ตลอดจนเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ ๒  ที่ระบุห้ามไว้  ถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดกรณีร้ายแรง  จำเลยที่ ๒  ผู้เป็นนายจ้างจึงมีเหตุอันสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์  กรณีจึงไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

              ..................................................................................................

 

เงินที่จำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์ชดใช้เป็นเงินที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากการเข้าโครงการเกษียณก่อนกำหนด  แต่โจทก์ได้อายัดไว้โดยอ้างว่าเพื่อรอให้จำเลยส่งมอบงานให้เสร็จก่อน  เท่ากับโจทก์รับว่าเงินดังกล่าวเป็นของจำเลยแต่โจทก์ยังไม่ยอมจ่ายให้จำเลยอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยแล้ว จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวนับแต่วันที่จำเลยพ้นสภาพการเป็นพนักงานของโจทก์

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๓๖๙๕/๒๕๖๐  โจทก์บรรยายฟ้องว่าเดิมจำเลยเป็นพนักงานของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)  ต่อมาธนาคารดังกล่าวได้โอนทรัพย์สินและหนี้สินรวมทั้งภาระผูกพันทั้งหมดของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)  ให้กับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)  โดยจำเลยตกลงโอนย้ายมาทำงานที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)  ในการปฏิบัติงานของจำเลย  จำเลยมีหน้าที่ในการดำเนินคดีกับลูกหนี้ของธนาคารตลอดจนเป็นทนายความแก้ต่างในนามของธนาคารและดำเนินการอื่นใดตามที่ธนาคารได้มอบหมายและจำเลยจะต้องปฏิบัติตามระเบียบวิธีปฏิบัติของธนาคารให้เป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างของธนาคาร  จำเลยได้รับมอบหมายให้เป็นทนายความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๗๓๑๙/๒๕๔๕  ต่อมาหลังจากจำเลยลาออกตามโครงการเกษียณอายุจำเลยต้องส่งมอบงานให้เรียบร้อยแต่จำเลยมิได้ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามที่ได้รับมอบหมายเนื่องจากมิได้ตรวจสอบว่าศาลแพ่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ทำให้ธนาคารโจทก์ต้องเสียสิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษา  และธนาคารโจทก์ต้องชดใช้เงินให้กับโจทก์ในคดีดังกล่าว  ซึ่งถือเป็นการกระทำผิดวินัยของธนาคารจึงเป็นกรณีที่โจทก์เสนอข้อหาต่อศาลแรงงานกลางในฐานะที่โจทก์เป็นนายจ้างเรียกร้องค่าเสียหายเอาจากจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างที่กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย  เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์และศาลแพ่งยกคำร้องในวันที่  ๒๗  มกราคม  ๒๕๔๖ อายุความจึงต้องนับแต่วันดังกล่าว  โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๕  มกราคม ๒๕๕๖  จึงไม่เกิน  ๑๐ ปี  นับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐  คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ  เงินที่จำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์ชดใช้  ๙๔,๐๒๘.๐๑  บาท  นั้น  เป็นเงินที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากการเข้าโครงการเกษียณก่อนกำหนด  แต่โจทก์ได้อายัดไว้โดยอ้างว่าเพื่อรอให้จำเลยส่งมอบงานให้เสร็จก่อน  เท่ากับโจทก์รับว่าเงินดังกล่าวเป็นของจำเลยแต่โจทก์ยังไม่ยอมจ่ายให้จำเลยอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยแล้ว จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวนับแต่วันที่จำเลยพ้นสภาพการเป็นพนักงานของโจทก์  เมื่อสัญญาจ้างของจำเลยสิ้นสุดลงเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม  ๒๕๔๕  จำเลยจึงมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ชำระเงินตามโครงการเกษียณก่อนกำหนดได้นับแต่วันดังกล่าว  เมื่อนับถึงวันที่จำเลยฟ้องแย้งคือวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๖  เกิน ๑๐ ปี  คดีตามฟ้องแย้งของจำเลยจึงขาดอายุความ

              ..................................................................................................

 

การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพราะเหตุที่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามระเบียบ  ข้อบังคับของโจทก์และสัญญาจ้างแรงงาน จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดทางแพ่งที่มาจากมูลละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย 

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙  มาตรา ๓๐

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๓๖๙๖/๒๕๖๐  เมื่อโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๑๗  โจทก์จึงเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๔  การที่โจทก์พบว่าข้าวสารในคลังสินค้าเสียหายจึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและคณะกรรมการสอบสวนวินัย  ซึ่งมีการสอบสวนวินัยนางพิณทอง และพฤติการณ์การสูญหายของข้าวสารในคลังสินค้าบริษัท ส. และโจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวเห็นว่าโจทก์ควรเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัท ก.  และบริษัท บ.  ซึ่งเป็นผู้กระทำให้โจทก์เสียหาย  แล้วโจทก์ส่งสำนวนให้กระทรวงการคลังพิจารณา  ซึ่งต่อมาโจทก์ส่งสำนวนดังกล่าวให้กระทรวงการคลังตรวจสอบเป็นการกระทำไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อ ๘ และข้อ ๑๗  ทั้งต่อมาเมื่อกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์  โจทก์ก็มิได้สั่งการตามความเห็นของกระทรวงการคลังในทันที  โจทก์ยังได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด (เพิ่มเติม)  เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยทั้งสองเพิ่มเติมจึงเป็นการกระทำไปตามอำนาจตามระเบียบ ข้อ ๑๘  ที่ให้อำนาจโจทก์วินิจฉัยสั่งการให้ปฏิบัติตามที่เห็นว่าถูกต้อง  ทั้งยังปรากฏว่าโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานตามสำเนาบันทึกข้อความชี้แจงข้อกล่าวหา  จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้ดำเนินการตามระเบียบดังกล่าว  ข้อ ๑๕  และตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙  มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง  ในการให้โอกาสจำเลยทั้งสองได้ชี้แจงข้อเท็จจริง  และโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอและเป็นธรรมแล้ว  เมื่อต่อมาคณะกรรมการดังกล่าวมีความเห็นตามกระทรวงการคลัง  และโจทก์มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรับผิด  คำสั่งของโจทก์จึงชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและกฎหมายดังกล่าว  นอกจากนี้การที่โจทก์ฟ้อง  ขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพราะเหตุที่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามระเบียบ  ข้อบังคับของโจทก์และสัญญาจ้างแรงงานอันเป็นการละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดทางแพ่งที่มาจากมูลละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย  โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง

              ..................................................................................................

 

ผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีหน้าที่จ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนด  นายจ้างไม่มีอำนาจหน้าที่จ่ายเงินให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวแต่อย่างใด  ลูกจ้างจึงไม่มีอำนาจฟ้องนายจ้างให้จ่ายเงินสมทบพร้อมส่วนเฉลี่ยผลประโยชน์ของกองทุน

พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๓, ๒๔

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๓๗๓๐/๒๕๖๐  เมื่อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ดำเนินการให้แก่จำเลย คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพทิสโก้มาสเตอร์ร่วมทุน ซึ่งจดทะเบียนแล้ว  จำเลย (ซึ่งเป็นนายจ้าง)ได้จ่ายเงินสมทบครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของกองทุนดังกล่าวแล้ว  เงินดังกล่าวจึงมีสภาพเป็นเงินสมทบและผลประโยชน์ที่จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์(ซึ่งเป็นลูกจ้าง)เมื่อโจทก์ลาออกจากกองทุนและลาออกจากงาน  มิได้กลับมาเป็นลูกจ้างของจำเลยแต่อย่างใด  ทั้งสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวไม่อาจโอนกันได้  ตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๔  ดังนั้น  ผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวจึงมีหน้าที่จ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนด  จำเลยไม่มีอำนาจหน้าที่จ่ายเงินให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวแต่อย่างใด  โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้จ่ายเงินสมทบพร้อมส่วนเฉลี่ยผลประโยชน์

              ..................................................................................................

 

ค่าคอมมิสชันมิใช่ค่าจ้างตามกฎหมาย

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕

 

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๓๗๓๓/๒๕๖๐  ค่าคอมมิสชันเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่พนักงานขายโดยคำนวณให้ตามผลงานที่พนักงานสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่จำเลยกำหนดเป็นรายปี  หากพนักงานขายทำงานไม่ได้ตามเป้าหมายก็จะไม่ได้ค่าคอมมิสชัน  เห็นว่า  จำเลยจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือนประจำให้แก่พนักงานขายเพื่อตอบแทนการทำงานขายในเวลาทำงานปกติของวันทำงานซึ่งรวมทั้งเงินค่าจ้างในวันหยุดและวันเวลาที่พนักงานขายไม่ได้ทำงานด้วย  ส่วนค่าคอมมิสชันจำเลยตกลงจ่ายให้เฉพาะพนักงานที่ทำยอดขายได้ตามเป้าที่จำเลยกำหนดอันเป็นการจ่ายเพื่อจูงใจให้พนักงานขายทำยอดขายเพิ่มขึ้นมิใช่เพื่อตอบแทนการทำงานโดยตรง  ค่าคอมมิสชันจึงมิใช่ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕

              ..................................................................................................

 

การที่จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับคณะกรรมการจำเลยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จใหม่เป็นว่า  ให้ผู้สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและได้รับโอนเงินบำเหน็จเข้าสมทบในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วหมดสิทธิได้รับบำเหน็จ เป็นเพียงการตอกย้ำเจตนาเดิมของจำเลย  การแก้ไขข้อบังคับของจำเลยในข้อดังกล่าวจึงไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์

พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๒๙

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๓๗๓๔/๒๕๖๐  คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าเดิมโจทก์เป็นพนักงานของการสื่อสารแห่งประเทศไทยซึ่งต่อมาแปลงสภาพเป็นจำเลย  โจทก์จึงโอนมาเป็นพนักงานของจำเลยโดยได้รับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์เท่าที่เคยได้รับ เดิมมีข้อบังคับการสื่อสารแห่งประเทศไทยฉบับที่ ๔ ว่าด้วย  กองทุนบำเหน็จสำหรับผู้ปฏิบัติงานในการสื่อสารแห่งประเทศไทยใช้บังคับแก่โจทก์ วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๐  โจทก์สมัครเข้าเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานการสื่อสารแห่งประเทศไทยโดยโอนเงินสงเคราะห์กองทุนบำเหน็จดังกล่าวคำนวณตามอายุงานคูณด้วยเงินเดือนสุดท้ายนับถึงวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๐  เข้าในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  ภายหลังเมื่อโจทก์ลาออกจากการเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยจ่ายเงินเข้ากองทุนบำเหน็จให้แก่โจทก์  การที่จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับคณะกรรมการจำเลยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จใหม่เป็นว่า  ให้ผู้สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและได้รับโอนเงินบำเหน็จเข้าสมทบในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วหมดสิทธิได้รับบำเหน็จ  ไม่เป็นคุณแก่โจทก์  จึงไม่มีผลผูกพันและไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่โจทก์ได้  ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินเข้ากองทุนบำเหน็จผู้ปฏิบัติงานเป็นรายเดือนให้แก่โจทก์ไปจนกว่าโจทก์จะออกจากงาน  เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยในฐานะนายจ้างจ่ายเงินเข้ากองทุนบำเหน็จตามข้อบังคับฉบับเดิม  อันถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงในการจ้างงานระหว่างโจทก์กับจำเลย  แม้โจทก์จะอ้างเหตุในคำฟ้องต่อไปว่าการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับฉบับใหม่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์  และมีคำขอท้ายฟ้องให้เพิกถอนข้อบังคับฉบับใหม่ซึ่งไม่เป็นประโยชน์แก่ตนก็เพียงการยกเหตุผลขึ้นกล่าวอ้างเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามสภาพการจ้างหรือข้อตกลงในการจ้างงานเดิม  มิใช่เป็นการฟ้องเพื่อให้มีการกำหนดหรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓  กำหนดไว้  เมื่อจำเลยออกประกาศเปลี่ยนแปลงข้อบังคับฉบับใหม่ซึ่งมีผลทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จจากกองทุนบำเหน็จตามข้อบังคับฉบับเดิม  โจทก์จึงเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕  ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ แล้ว  กองทุนบำเหน็จและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จำเลยจัดตั้งขึ้นมีวัตถุประสงค์ทำนองเดียวกันคือ  เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการออกทรัพย์และเป็นสวัสดิการ  ตลอดจนเป็นหลักประกันให้แก่ลูกจ้างและครอบครัว  เมื่อลูกจ่างต้องพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานหรือลาออกจากกองทุน เดิมจำเลย  (หมายถึง  การสื่อสารแห่งประเทศไทย  แล้วต่อมาเปลี่ยนแปลงเป็นบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด)  มีกองทุนเดียวคือ  กองทุนบำเหน็จ  พนักงานทุกคนของจำเลยเป็นสมาชิกกองทุนนี้  ต่อมาในปี ๒๕๔๐  จำเลยได้จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขึ้นเพื่อประโยชน์ของพนักงานและเป็นการปรับระบบการเงินของจำเลย  โดยพนักงานของจำเลยทุกคนสามารถเลือกได้ว่าจะยังคงเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จหรือจะไปสมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  หากสมัครไปเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลยต้องโอนเงินบำเหน็จคำนวณตามอายุงานของพนักงานนั้นจนถึงวันสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  และเมื่อพนักงานคนใดสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว  จำเลยก็จะไม่จ่ายเงินเข้ากองทุนบำเหน็จให้แก่พนักงานนั้นอีกต่อไป  พนักงานทุกคนของจำเลยรวมทั้งโจทก์ย่อมทราบและเข้าใจดีอยู่แล้วว่า  พนักงานสามารถเป็นสมาชิกได้เพียงกองเดียว  เนื่องจากการจ่ายเงินให้แก่สมาชิกทั้งสองกองทุนเมื่อสมาชิกพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานหรือลาออกจากกองทุน  จะมีการคำนวณจากอายุการทำงานของสมาชิก  ดังนั้น  การแก้ไขข้อบังคับของจำเลยในข้อดังกล่าวจึงเป็นเพียงการตอกย้ำเจตนาเดิมของจำเลย  การแก้ไขข้อบังคับของจำเลยในข้อดังกล่าวจึงไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์

              ..................................................................................................

 

ค่าเที่ยวเป็นค่าจ้างตามกฎหมาย ผิดนัดไม่ชำระเสียดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕, ๙ 

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๓๗๓๖/๒๕๖๐  จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เดือนละ  ๕,๙๐๔  บาท  และค่าเที่ยวเป็นประจำทุกเดือน  โดยโจทก์จะต้องทำงานขับรถบรรทุกส่งน้ำมันให้ครบเที่ยวตามที่จำเลยกำหนด  ค่าเที่ยวจึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่โจทก์ทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน  ค่าเที่ยวจึงเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕  เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์แม้จะเป็นเพราะโจทก์กระทำผิดวินัยตามที่ระบุในหนังสือเลิกจ้างแต่เหตุดังกล่าวมิใช่กรณีใดดังที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๑) ถึง (๖)  และการกระทำที่เป็นความผิดซ้ำจำเลยก็ได้ลงโทษทางวินัยไปแล้ว  เมื่อโจทก์ทำงานติดต่อกันครบสามปีแต่ไม่ครบหกปี  จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๕,๙๐๔ บาท  เป็นเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวัน  เป็นเงิน ๓๕,๔๒๔ บาท  และค่าชดเชยจากค่าเที่ยวของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้าย  ซึ่งแม้ว่าโจทก์จะฟ้องว่าจำเลยจ่ายค่าเที่ยวเหมาจ่ายเดือนละ ๑๓,๕๐๐ บาท  แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำนวนดังกล่าวเป็นจำนวนค่าเที่ยวหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายตามที่จำเลยจ่ายให้โจทก์จริงมาคำนวณ ได้แก่ ค่าเที่ยวของเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๗ จำนวน ๑๓,๑๕๐ บาท  เดือนสิงหาคม ๒๕๕๗  จำนวน ๑๕,๘๕๐ บาท  เดือนกันยายน ๒๕๕๗  จำนวน ๑๗,๗๐๐ บาท เดือนตุลาคม ๒๕๕๗ จำนวน ๑๔,๑๕๐ บาท  เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๗ จำนวน ๑๓,๗๕๐ บาท  และเดือนธันวาคม ๒๕๕๗ จำนวน ๑๓,๕๐๐ บาท รวมเป็นค่าชดเชยจากค่าเที่ยวอีก ๘๘,๑๐๐ บาท  รวมเป็นค่าชดเชยทั้งหมด ๑๒๓,๕๒๔ บาท  เมื่อจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์แล้วเป็นเงิน ๖๕,๘๒๘ บาท  จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์เพิ่มอีก  ๕๗,๖๕๙ บาท  พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง  เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จ่ายดอกเบี้ยนับจากวันฟ้องจึงกำหนดให้ตามขอ

              ..................................................................................................

 

ข้อสัญญาให้ทุนฝึกอบรมที่กำหนดให้ลูกจ้างต้องกลับมาทำงานกับนายจ้างเป็นเวลา ๓ ปี  มิฉะนั้นต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมคืนและชดใช้ค่าเสียหาย ๓ เท่าของจำนวนเงินที่ลุกจ้างจะต้องชดใช้คืน เป็นข้อห้ามที่มีลักษณะเพื่อปกป้องของนายจ้างไม่ให้สูญเสียพนักงานที่อุตส่าห์ลงทุนส่งไปฝึกอบรมจนมีคุณวุฒิเพิ่มขึ้น เป็นข้อตกลงที่สามารถกระทำได้  แต่ศาลแรงงานมีอำนาจลดเบี้ยปรับที่กำหนดไว้

พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๔ วรรคสาม

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๔๑๕๒/๒๕๖๐  ก่อนทำสัญญาจำเลยที่ ๑  ทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการบินและกัปตันอยู่แล้ว  และแม้ว่าการให้ทุนฝึกอบรมแก่จำเลยที่ ๑  ทำให้โจทก์ในฐานะนายจ้างได้รับประโยชน์จากการทำงานของจำเลยที่ ๑  แต่การฝึกอบรมทั้ง ๒ หลักสูตร  ทำให้จำเลยที่ ๑  มีคุณวุฒิเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ในการปฏิบัติงานด้านการบินเช่นกัน  และย่อมเป็นที่ต้องการของบริษัทการบินอื่นเพราะไม่ต้องลงทุนส่งจำเลยที่ ๑  ไปฝึกอบรมอีก  โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ ไปฝึกอบรมทั้งภายในและต่างประเทศเป็นเวลารวม ๔๘ วัน  โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและค่าตอบแทนให้แก่จำเลยที่ ๑  ทั้ง ๒ หลักสูตร  เป็นเงิน ๗๒๔,๘๘๐.๓๖ บาท  โดยมุ่งหวังที่จะได้พนักงานที่มีคุณวุฒิตามที่โจทก์ต้องการไว้ทำงานกับโจทก์  ดังนั้นข้อสัญญาให้ทุนฝึกอบรมที่กำหนดให้จำเลยที่ ๑  ต้องกลับมาทำงานกับโจทก์เป็นเวลา ๓ ปี  มิฉะนั้นต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมคืนและชดใช้ค่าเสียหาย ๓ เท่า  ของจำนวนเงินที่จำเลยที่ ๑ จะต้องชดใช้คืน  จึงเป็นข้อห้ามที่มีลักษณะเพื่อปกป้องของโจทก์ไม่ให้สูญเสียพนักงานที่อุตส่าห์ลงทุนส่งไปฝึกอบรมจนมีคุณวุฒิเพิ่มขึ้น  ทั้งจำเลยที่ ๑  สามารถจะเลือกเอาได้ว่าจะกลับมาทำงานกับโจทก์เป็นเวลา ๓ ปี  หรือจะชดใช้ค่าเสียหายในการฝึกอบรมคืนแก่โจทก์พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นเบี้ยปรับ ๓ เท่า  ของจำนวนเงินที่จำเลยที่ ๑  จะต้องชดใช้คืน  ดังนั้นข้อสัญญาที่กำหนดให้จำเลยที่ ๑  ต้องทำงานชดใช้ทุนเป็นเวลา ๓ ปี  มิเช่นนั้นต้องชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นเบี้ยปรับ ๓ เท่า  ของจำนวนเงินที่จำเลยที่ ๑  จะต้องชดใช้คืนจึงไม่เป็นข้อตกลงที่ทำให้จำเลย ๑ ต้องรับภาระเกินว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ  เป็นข้อตกลงที่สามารถกระทำได้  ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๔ วรรคสาม  สัญญาให้ทุนฝึกอบรม ข้อ ๗  กำหนดไว้ว่าหากจำเลยที่ ๑  ประพฤติผิดสัญญา ข้อ ๖  ซึ่งจำเลยที่ ๑  ตกลงที่จะทำงานให้โจทก์ในตำแหน่งและหน้าที่ที่โจทก์กำหนดเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๓ ปี  จำเลยที่ ๑  ตกลงจะชดใช้ค่าใช้จ่ายทั้งปวงที่โจทก์ได้ใช้จ่ายไปในการฝึกอบรมตามสัญญา  รวมทั้งค่าตอบแทนที่จำเลยที่ ๑  ได้รับจากโจทก์คืนให้แก่โจทก์ทั้งจำนวน  และศาลแรงงานวินิจฉัยไว้แล้วว่าสัญญาให้ทุนฝึกอบรมเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่ายรวมถึงประโยชน์ทางภาษีที่โจทก์ก็มีส่วนได้รับอยู่บ้าง  รวมถึงค่าตอบแทนที่จำเลยที่ ๑  ได้รับและความก้าวหน้าในวิชาชีพเช่นจำเลยที่ ๑  จำเลยที่ ๑  ทำงานให้โจทก์หลังจากฝึกอบรมเสร็จแล้วนานถึง ๔๔๐ วัน  จึงสมควรลดเบี้ยปรับตามสัญญาจาก ๓ เท่า  เป็น  ๑ เท่า  ของค่าใช้จ่ายทั้งปวงโจทก์จ่ายให้จำเลยที่ ๑  ในการฝึกอบรม  จึงเป็นกรณีที่ศาลแรงงานวินิจฉัยโดยนำเวลาที่จำเลยที่ ๑ ทำงานชดใช้ทุนให้โจทก์หลังจากฝึกอบรมเสร็จมาคิดคำนวณหักออกจากค่าเสียหายทั้งหมดแล้ว ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

              ..................................................................................................

 

การที่โจทก์กับพวกไม่ไปทำงาน ๒ วัน โจทก์ย่อมรู้ถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นว่าทำให้จำเลยประกอบธุรกิจไม่ได้ตามปกติและจะได้รับความเสียหาย  ถือได้ว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายแล้ว  ที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงไม่ใช่เลิกจ้างเพราะเหตุที่โจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหรือการชุมนุมยื่นข้อเรียกร้องที่จะถือว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๒ วรรคสาม, ๒๖, ๓๔, ๑๒๑ 

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๔๓๘๒/๒๕๖๐  การแจ้งข้อเรียกร้องเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างของสหภาพแรงงานชินเอ ไฮ-เทค ดำเนินกระบวนการมาถึงขั้นตอนเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๒ วรรคสาม  ซึ่งนายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันตั้งผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา ๒๖  หรือนายจ้างจะปิดงานหรือลูกจ้างจะนัดหยุดงานโดยไม่ขัดต่อมาตรา ๓๔ ก็ได้  กล่าวคือหากสหภาพแรงงานชินเอ ไฮ-เทค  ประสงค์นัดหยุดงานก็ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและจำเลยที่ ๑๑ ทราบล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อย ๒๔ ชั่วโมง  นับแต่เวลาที่รับแจ้งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๔ วรรคสอง  แต่ไม่ปรากฏว่าฝ่ายสหภาพแรงงานชินเอ ไฮ-เทค ได้ปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าว  ดังนั้น ตราบใดที่สหภาพแรงงาชินเอ ไฮ-เทค  ยังไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว  ลูกจ้างของบริษัทจำเลยที่ ๑๑  ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานรวมทั้งโจทก์จึงยังไม่มีสิทธินัดหยุดงาน  และยังคงมีหน้าที่ต้องทำงานให้จำเลยที่ ๑๑  แม้การที่โจทก์ไม่ได้ไปทำงานให้จำเลยที่ ๑๑ ในวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕  มีเหตุผลอันสมควรเพราะฝ่ายจำเลยที่ ๑๑ ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ยอมให้เข้าไปทำงานก็ตาม  แต่ศาลแรงงานกลางยังวินิจฉัยไว้ด้วยว่าการที่โจทก์ไม่ไปทำงานในวันที่ ๒๗ และวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๕  เป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร  ซึ่งการที่โจทก์กับพวกไม่ไปทำงานในวันที่ ๒๗ และวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๕  โจทก์ย่อมรู้ถึงผลเสียหายที่จะเกิดแก่จำเลยที่ ๑๑ แล้วว่าทำให้จำเลยที่ ๑๑  ประกอบธุรกิจไม่ได้ตามปกติและจะได้รับความเสียหาย  ถือได้ว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยที่ ๑๑  ซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายแล้ว  ที่จำเลยที่ ๑๑  เลิกจ้างโจทก์จึงไม่ใช่เลิกจ้างเพราะเหตุที่โจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานชินเอ ไฮ-เทค  หรือการชุมนุมยื่นข้อเรียกร้องตามที่โจทก์กล่าวหาจำเลยที่ ๑  ถึงที่ ๑๐  ในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์  มีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ชอบแล้ว

              ..................................................................................................

 

เมื่อปรากฏจากเจตนาที่จำเลยกับโจทก์ตกลงลงทำสัญญาต่อกัน  โดยจำเลยทำงานภายใต้คำสั่งและต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ โจทก์เป็นผู้มอบหมายงานและควบคุมการทำงานของจำเลยตลอดจนจ่ายค่าจ้างตามผลงานให้แก่จำเลยเป็นการตอบแทน  ลักษณะการจ้างงานของโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาจ้างแรงงาน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง, ๕๗๕ 

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๔๔๘๓/๒๕๖๐  จำเลยที่ ๑  มีหน้าที่ขายสินค้าเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้า  และส่งมอบเงินนั้นให้แก่โจทก์ตามคำสั่งและภายใต้การควบคุมของโจทก์  แม้จำเลยที่ ๑ จะไม่มีเงินเดือนค่าจ้างประจำ  แต่จำเลยที่ ๑  ก็ได้รับค่าตอบแทนการทำงานสำหรับวันและเวลาทำงานปกติของตนเป็นเปอร์เซ็นต์โดยคำนวณจากยอดขายสินค้าอันถือเป็นค่าจ้างตามผลงาน  การที่จำเลยที่ ๑  จะมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดหรือไม่ก็มิใช่ข้อที่จะทำให้จำเลยที่ ๑  มิใช่ลูกจ้างของโจทก์  เมื่อปรากฏจากเจตนาที่จำเลยที่ ๑  กับโจทก์ตกลงลงทำสัญญาต่อกัน  โดยจำเลยที่ ๑  ทำงานภายใต้คำสั่งของโจทก์และต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์  และโจทก์เป็นผู้มอบหมายงานและควบคุมการทำงานของจำเลยที่ ๑  ตลอดจนจ่ายค่าจ้างตามผลงานให้แก่จำเลยที่ ๑  เป็นการตอบแทน  ลักษณะการจ้างงานของโจทก์กับจำเลยที่ ๑  จึงเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕  จำเลยที่ ๑  เบิกเงินล่วงหน้าไปจากโจทก์หลายครั้งในระหว่างวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ ถึงวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๔๘  รวมเป็นเงิน ๑๒๕,๒๐๐ บาท  ตามใบเบิกเงินล่วงหน้าและหนังสือรับสภาพหนี้โดยมิได้คืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์  โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ ๑  ชำระเงินดังกล่าวคืนโจทก์แล้ว  แต่จำเลยที่ ๑  เพิกเฉยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง  นับแต่วันที่ครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

              ..................................................................................................

 

สาเหตุการตายของลูกจ้างเกิดจากเส้นเลือดตีบ  กล้ามเนื้อหัวใจตาย  ระบบหัวใจล้มเหลวอันเป็นเหตุที่เกิดจากตัวลูกจ้างในปัจจุบันทันด่วนเอง  การตายของลูกจ้างมิใช่ผลสืบเนื่องมาจากการทำงานหรือเนื่องจากการทำงาน

ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ ๔

พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๕

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๔๘๑๑/๒๕๖๐  แม้นายนพดล(ซึ่งเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ)ถึงแก่ความตายในระหว่างทำงานให้แก่จำเลยก็ไม่อาจถือว่านายนพดลถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานเสมอไป  โดยต้องพิจารณาถึงลักษณะหรือสภาพของการทำงานด้วย  เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายนพดลนอนเวร  โดยไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อะไร  และสาเหตุการตายของนายนพดลเกิดจากเส้นเลือดตีบ  กล้ามเนื้อหัวใจตาย  ระบบหัวใจล้มเหลวอันเป็นเหตุที่เกิดจากตัวนายนภดลในปัจจุบันทันด่วนเอง  การตายของนายนพดลมิใช่ผลสืบเนื่องมาจากการทำงานหรือเนื่องจากการทำงาน

 

              ..................................................................................................แรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖, ๕๔

                 คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๕๓๗-๕๓๘/๒๕๖๐  ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำสั่งศาลแรงงานว่าศาลอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗  โจทก์จึงต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗  ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง  โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗  ซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว  โดยอ้างเหตุผลว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินการคัดถ่ายสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องยังไม่เสร็จ  ตามคำร้องลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗  โจทก์ขอคัดถ่ายสำเนาเอกสารหมาย จ. และหมาย ล.  ทุกฉบับ ซึ่งเอกสารเหล่านี้ล้วนอยู่ในสำนวนตั้งแต่ก่อนศาลแรงงานมีคำพิพากษา  โจทก์ขอคัดถ่ายสำเนาได้โดยไม่ต้องรอให้พ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้วจึงยื่นคำร้องขอคัดถ่ายสำเนา  ไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นและไม่ใช่กรณีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้โจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖

          --------------------------------------------------------------------------------------------

ลูกจ้างมีอายุการทำงานจนถึงวันที่ ๓๐  กันยายน ๒๕๕๖  การที่นายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานเมื่อครบวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๕  จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙

Copyright © 2010 All Rights Reserved.

บริษัท ฝึกอบรมและสัมมนากฎหมาย วิญญูชน จำกัด
60/102 ซอยพระยาสุเรนทร์ 26 ถ.พระยาสุเรนทร์ แขวงบางชัน เขตคลองสามวา
กรุงเทพมหานคร 10510
โทร :  02-919-2022 และ 02-052-5548 โทรสาร 02-052-5548 มือถือ 095 -839-8190, 089-703-4200
อีเมล์ : winyuchon_2554@hotmail.com
เว็บไซต์ : www.seminarwinyuchon.com